หนทางสู่หัวใจรัก

26993391_1763395453695093_8004779297537557829_n

เรียบเรียงจาก “The Miraculous Journey of Edward Tulane” โดย Kate Dicamillo

นานมาแล้วมีกระต่ายเซรามิกตัวหนึ่งชื่อเอ็ดเวิร์ด ทูเลน เขามีลำตัว แขน ขา ศรีษะ ทำมาจากเซรามิก ทว่าหูและหางของเขาทำมาจากขนกระต่ายจริง ๆ เอ็ดเวิร์ดคิดว่าตัวเขาเป็นกระต่ายที่มีรูปร่างลักษณะที่ดีมากตัวหนึ่ง

เอ็ดเวิร์ดอาศัยอยู่ในบ้านของครอบครัวทูเลน ซึ่งตั้งอยู่บนถนนสายหนึ่งในอียิปต์ เจ้าของของเอ็ดเวิร์ดเป็นเด็กหญิงอายุ 10 ขวบชื่ออะบีลีน ซึ่งรักและเอาใจใส่เอ็ดเวิร์ดมาอย่างดีตลอดเวลา เอ็ดเวิร์ดมีเสื้อผ้าที่ทันสมัยหลายต่อหลายชุด ซึ่งตัดเป็นพิเศษด้วยเนื้อผ้าอย่างดีสำหรับ อะบีลีนและครอบครัวทูเลนซึ่งประกอบไปด้วย พ่อ แม่ และเพเลกรีน่า ยายของอะบีลีน ปฏิบัติต่อเอ็ดเวิร์ดประหนึ่งว่าเขาเป็นหนึ่งในสมาชิกของครอบครัว ไม่ต่างไปจากคนอื่นๆ เขาร่วมโต๊ะอาหารกับทุกคนในทุก ๆ ค่ำ แต่เขาไม่เคยใส่ใจคนในบ้านหรือสนใจบทสนทนาของใครเลย นอกจากตัวเขาเอง เอ็ดเวิร์ดก็ไม่ได้คิดถึงใครมากเป็นพิเศษ เพราะอะบีลีนทะนุถนอมเขามากเป็นพิเศษอยู่แล้ว

เอ็ดเวิร์ด….ได้รับความรักมากมาย แต่เขากลับรู้จักความรักน้อยเหลือเกิน

ทุก ๆ วันก่อนไปโรงเรียน อะบีลีนจะแต่งตัวให้เอ็ดเวิร์ด นำเขามานั่งที่โต๊ะอาหารซึ่งมองออกไปที่ถนนหน้าบ้าน แล้วเอาสร้อยนาฬิกาพกในกระเป๋ากางเกงออกมาวางบนขาให้เขา รอเวลาที่เธอจะกลับบ้าน ไม่ว่าจะไปที่ไหนในบ้าน อะบีลีนจะพาเอ็ดเวิร์ดติดตามไปด้วย ตกกลางคืนเพเลกรีน่าจะพาอะบีลีนกับเอ็ดเวิร์ดเข้านอนเสมอ บางคืนเขาก็นอนดูดาวในขณะที่อะบีลีนนอนหลับ เพเลกรีน่าคือคนที่นำเอ็ดเวิร์ดมามอบเป็นของขวัญวันเกิดให้อะบีลีนตอนเธออายุเจ็ดขวบ

วันหนึ่งครอบครัวของอะบีลีนตัดสินใจเดินทางไปลอนดอน อะบีลีนพาเอ็ดเวิร์ดตามพ่อแม่เธอลงเรือเดินทาง ส่วนเพเลกรีน่าไม่ได้ตามไปด้วย ในระหว่างการเดินทางทางเรือ เหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้นเมื่อเด็กชายเกเรสองคนแย่งเอ็ดเวิร์ดไปจากอะบีลีนแล้วโยนเล่น แต่พลาดท่าเอ็ดเวิร์ดถูกโยนออกจากเรือไปโดยอะบีลีนเก็บได้เพียงนาฬิกาพกของเขา เอ็ดเวิร์ดค่อยๆ จมดิ่งลงสู่พื้นทะเล ขณะที่อะบีลีนร้องไห้เสียใจอยู่บนเรือ จนกระทั่งเรือหายลับไป

ครั้งแรกของการพลัดพราก ขณะนอนจมอยู่ใต้ท้องทะเล เอ็ดเวิร์ดรู้สึกกลัวแต่เขาก็ยังหวังว่าอะบีลีนจะกลับมาหาเขา เหมือนที่เธอกลับมาจากโรงเรียนในทุกวัน แต่เมื่อวันผ่านไปเป็นสัปดาห์ เป็นเดือน และหลาย ๆ เดือน เอ็ดเวิร์ดเริ่มคิดถึงดวงดาวที่เคยนอนดู เขารู้สึกว่าการนอนจมอยู่ใต้ท้องทะเลเป็นครั้งแรกที่เขาอยู่ห่างจากดวงดาวมากที่สุด

เอ็ดเวิร์ด…เริ่มคิดถึงอะบีลีน

หลังจากจมอยู่ใต้ทะเลนานถึง 297 วัน พายุได้โหมกระหน่ำและคลื่นอันทรงพลังก็ผลักเอ็ดเวิร์ดให้ลอยขึ้น ลอยไปตามกระแสคลื่น จนในที่สุดเขาก็ตกลงไปที่ตาข่ายของชาวประมง เอ็ดเวิร์ดติดตาข่ายของชาวประมงขึ้นมาพร้อมปลาน้อยใหญ่ ชาวประมงชื่อลอเรนส์ เก็บเอ็ดเวิร์ดขึ้นมาตั้งใจนำไปให้ภรรยาซึ่งรออยู่ที่บ้าน ลอเรนส์จับเอ็ดเวิร์ดนั่งบนแท่นซึ่งมองออกไปยังทะเล เขารู้สึกขอบคุณลอเรนส์ที่ทำให้เขาได้นั่งชมทิวทัศน์ที่สวยงาม เรือประมงกลับเข้าฝั่งในยามเย็น เมื่อตะวันคล้อยต่ำลง แสงสีทองสาดส่องมาที่ตัวเอ็ดเวิร์ด สายลมเย็นๆ พัดโชยใบหน้าและหู เอ็ดเวิร์ดรู้สึกมีความสุขกับสภาพแวดล้อมตรงหน้าเขาเหลือเกิน เขาดีใจที่ได้มีชีวิตอีกครั้ง

ลอเรนส์นำเอ็ดเวิร์ดมามอบให้เนลลี่ ซึ่งแนลลี่ก็ชอบเอ็ดเวิร์ดตั้งแต่ครั้งแรกที่เห็น แนลลี่คิดว่าเอ็ดเวิร์ดเป็นกระต่ายตัวเมีย จึงตั้งชื่อให้เขาใหม่ว่าซูซานน่า เอ็ดเวิร์ดรู้สึกสับสนในชื่อใหม่ แต่ก็รู้ว่าแนลลี่ตั้งชื่อนี้ให้ด้วยความรู้สึกดี นอกจากชื่อใหม่ เอ็ดเวิร์ดก็ยังได้ชุดกระโปรงสีชมพูตัวใหม่อีกด้วย ถึงแม้เสื้อผ้าชุดใหม่จะเป็นชุดผู้หญิง ไม่ทันสมัยเหมือนชุดที่เคยมี แต่เมื่อเอ็ดเวิร์ดนึกถึงยามที่นอนเหงาอยู่ใต้ทะเล เขาบอกกับตัวเองว่า ‘จะเป็นไรไปแค่ใส่เสื้อผู้หญิงไม่ทำให้เราเจ็บปวดหรอก’

เอ็ดเวิร์ด…ค่อย ๆ ชื่นชมในสิ่งที่มี

ชีวิตในบ้านของชาวประมงนั้นเรียบง่าย น่ารัก แนลลี่มักจับให้เขานั่งมองเวลาเธอทำงานบ้าน แนลลี่คุยกับเขาในยามที่เธออบขนมปัง และทำอาหารในทุก ๆ วัน แนลลี่บอกเล่าถึงชีวิตครอบครัวของเธอให้เอ็ดเวิร์ดฟัง เอ็ดเวิร์ดแปลกใจกับตัวเองที่เขารู้สึกว่าเขาตั้งใจฟังแนลลี่เสมอ หากเป็นเมื่อก่อนแม้อะบิลีนจะคุยกับเขา เขากลับรู้สึกเบื่อหน่ายเป็นที่สุด แต่ยามนี้เขาตั้งใจฟังแนลลี่ในทุก ๆ เรื่อง ในตอนค่ำหลังอาหารเย็นลอเรนส์จะพาเอ็ดเวิร์ดออกไปเดินรับลมเย็น ๆ เขาชอบดูดาวกับลอเรนส์เหลือเกิน ชีวิตที่เคยหดหู่ช่างอ่อนหวานยิ่งนัก

เอ็ดเวิร์ด…เริ่มเปิดใจรับฟังคนข้าง ๆ

จนกระทั่งวันหนึ่งลอลลี่ลูกสาวของลอเรนส์กับแนลลี่กลับมาบ้าน ลอลลี่ไม่ชอบเอ็ดเวิร์ดเอาเสียเลย แล้วเช้าวันหนึ่งลอลลี่ก็เอาเอ็ดเวิร์ดไปทิ้งที่กองขยะพร้อมขยะอื่นๆ ในบ้าน คืนแรกเขานอนดูดาวอยู่บนกองขยะ แต่ในวันต่อ ๆ มา มีขยะมากองทับเขาเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ เขามองไม่เห็นท้องฟ้าอีก สิ่งที่ทำให้เขายังมีความหวังคือความคิดที่เขาอยากกลับไปแก้แค้นลอลลี่ที่เอาเขามาทิ้งในภูเขาขยะเช่นนี้ แต่เมื่อเวลาผ่านไปกว่า 40 วัน กลิ่นขยะที่เหม็นและสกปรกเริ่มทำให้เอ็ดเวิร์ดรู้สึกท้อแท้แม้ในการคิดแก้แค้น เขารู้สึกขมขื่นและเหนื่อยหน่ายกับชีวิต ความรู้สึกของเขานั้นแย่ยิ่งกว่าการจมอยู่ใต้ทะเลเสียอีก เพราะตอนนี้เอ็ดเวิร์ดได้เป็นกระต่ายที่เปลี่ยนไปแล้ว เขารู้สึกเสียใจที่เขาไม่ได้รักอะบิลีนในช่วงเวลาที่อยู่ด้วยกัน มาถึงตอนนี้เขารู้ว่ามันสายเกินไปแล้ว เพราะเขาทำอะไรไม่ได้เลย เขาคิดถึงอะบิลีน ลอเรนส์และแนลลี่ เขาอยากกลับไปหาคนเหล่านั้นอีกครั้ง เอ็ดเวิร์ดเริ่มสงสัยว่าความรู้สึกนี้ใช่ไหมที่เรียกว่า ‘ความรัก’

เอ็ดเวิร์ด…เริ่มสงสัยในความรู้สึกของตัวเอง

ในวันที่ 180 ของการถูกฝังอยู่ในกองขยะ หูของเอ็ดเวิร์ดถูกดึงออกมาโดยหมาตัวหนึ่ง หมาตัวนั้นคาบเอ็ดเวิร์ดออกมาจากกองขยะแล้วคาบเขาออกวิ่ง ในขณะที่ถูกหมาคาบวิ่งมามีคนบ้าแถวนั้นวิ่งไล่หมาด้วย การได้ออกมาจากกองขยะ แม้จะใส่เสื้อผ้าที่สกปรกมีกลิ่นเหม็น มีน้ำลายของหมาเปื้อนไปทั่วตัวและถูกคนบ้าไล่ แต่เอ็ดเวิร์ดกลับรู้สึกมีความสุขมาก

หมาตัวนั้นคาบเขาออกมาวางตรงหน้าชายตัวใหญ่ ชายคนนั้นชื่อบูล และหมาตัวนั้นคือลูซี่ บูลหยิบเอ็ดเวิร์ดขึ้นมาแล้วเรียกเขาว่า ‘มาโลน’ บูลถามเอ็ดเวิร์ดว่าเขาเคยเป็นของเล่นของเด็กที่รักเขาใช่ไหม แต่ตอนนี้ถูกพรากจากกัน เอ็ดเวิร์ดรู้สึกถึงความเจ็บแปลบในอกกับคำถามนั้น เพราะเขาคิดถึงอะบิลีน เด็กหญิงที่รักเขา เอ็ดเวิร์ดกลายเป็นกระต่ายหลงทาง และแล้วบูลก็ชวนเอ็ดเวิร์ดให้พเนจรไปกับเขาและลูซี่ เพราะการหลงทางไปพร้อมกันหลายคนย่อมดีกว่าการเดินหลงทางอยู่คนเดียว

พวกเขาเดินทางตลอดเวลา บ้างก็เดินด้วยเท้า บ้างก็โดยสารไปกับรถไฟขนสินค้า พวกเขานอนกลางดินกินกลางทรายอย่างแท้จริง บางคืนลูซี่ก็เอาหัวมาหนุนที่ท้องของเอ็ดเวิร์ดขณะที่เขานอนมองดาว เสียงลูซี่นอนหายใจอยู่ข้าง ๆ ทำให้เขารู้สึกอบอุ่น เอ็ดเวิร์ดค่อย ๆ ผูกพันกับลูซี่มากขึ้นทั้ง ๆ ที่ก่อนหน้านั้นเขาไม่ชอบหมาเท่าไหร่นัก เพราะมีครั้งหนึ่งที่หมาของคนข้างบ้านอะบีลีนลักลอบเข้ามาในบ้านแล้วคาบหูเขาจนเปื้อนไปด้วยน้ำลาย เขารู้สึกขยะแขยงเต็มทนในครั้งนั้น แต่ตอนนี้เขากลับรู้สึกดีที่มีลูซี่นอนอยู่ใกล้ ๆ ทุกคืนในขณะที่ลูซี่กับบูลนอนหลับ เอ็ดเวิร์ดจะนอนนึกถึงบุคคลที่รักเขาไม่ว่าจะเป็นอะบีลีน เนลลี่ ลอเรนส์ บูล และลูซี่

เอ็ดเวิร์ด….ค่อยๆ เรียนรู้ที่จะรัก

วันหนึ่งบูลตัดสินใจเปลี่ยนชุดใหม่ให้เอ็ดเวิร์ด เพราะชุดเดิมที่แนลลี่ตัดให้เขาบัดนี้มันทั้งเก่าและสกปรกสิ้นดี เสื้อใหม่ของเขาดัดแปลงมาจากหมวกไหมพรมเก่า ๆ ของบูล และกางเกงของเอ็ดเวิร์ดก็ถูกเย็บมาจากเศษผ้าที่พอหาได้แถวนั้น ชุดแต่งกายใหม่ของเอ็ดเวิร์ดทำให้เขารู้สึกว่าเขาเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มคนร่อนเร่อย่างแท้จริง ถึงแม้จะเทียบไม่ได้เลยกับเสื้อผ้าที่เขาเคยมี กระนั้นเอ็ดเวิร์ดรู้สึกขอบคุณบูลมากมายในความใส่ใจของเขา

เอ็ดเวิร์ด….รู้สึกมีความสุขแม้กับสิ่งเล็กน้อย

เอ็ดเวิร์ดได้รับการต้อนรับอย่างดีจากบรรดาเพื่อน ๆ นักพเนจรของบูล เขาชอบฟังบูลสนทนากับเพื่อนๆ และร้องเพลงรอบกองไฟ การตั้งใจฟังของเอ็ดเวิร์ดทำให้เขากลายเป็นที่ชื่นชอบของบรรดานักเดินทางเหล่านั้น บ่อยครั้งที่เขานั่งฟังบรรดาเพื่อน ๆ ของบูลเล่าถึงครอบครัวและบุคคลที่เขาทิ้งไว้เบื้องหลังด้วยความคิดถึง บางคนก็เพียงเอ่ยชื่อของบุคคลที่เขารักซ้ำไปซ้ำมาอย่างนั้น เอ็ดเวิร์รับฟังอย่างตั้งใจ และเข้าใจความรู้สึกนั้นดีเพราะเขาก็คิดถึง ‘คนข้างหลัง’ ของเขาเช่นกัน

เอ็ดเวิร์ด….มองคนรอบข้างอย่างเข้าใจ

เวลาผ่านไปเกือบเจ็ดปีที่เอ็ดเวิร์ดระเหเร่ร่อนไปกับบูลและลูซี่ เขาปรับตัวได้ดีกับชีวิตบนท้องถนน เสียงของรถราและรถไฟกลายเป็นเสียงดนตรีกล่อมเขา แต่ในคืนวันหนึ่งที่สถานีรถไฟในเมืองเมมฟิส ในขณะที่บูล ลูซี่และเอ็ดเวิร์ดขึ้นไปนั่งบนรถไฟขนสินค้า รถไฟเริ่มออกเดินทาง ชายคนหนึ่งก็เดินเข้ามาหาเรื่องบูล เขาเตะเข้าสีข้างของลูซี่เมื่อเธอเห่าปกป้องบูล เป็นครั้งแรกในชีวิตที่เอ็ดเวิร์ดรู้สึกว่าเขาอยากปกป้องลูซี่ แต่ก็ทำอะไรไม่ได้นอนจากนอนมองสิ่งที่เกิดขึ้นบนพื้นรถไฟ และแล้วชายคนนั้นก็หันมาหยิบเอ็ดเวิร์ดแล้วปาเขาออกจากรถไฟ ในขณะที่ลอยออกมาจากรถไฟเขาได้ยินเสียงลูซี่ร้องหอนเป็นครั้งสุดท้าย ลูซี่ร้องไห้…

เอ็ดเวิร์ดตกลงมาข้างทางรถไฟแล้วก็กลิ้งลงเนินมาเรื่อยๆ เมื่อเขาหยุดกลิ้ง เขาไม่ได้ยินเสียงลูซี่และเสียงรถไฟอีก รอบข้างเงียบเชียบ เขามองเห็นดาวอยู่บนท้องฟ้า เอ็ดเวิร์ดคิดถึงบูลกับลูซี่ ใจเขาเริ่มหวิว…อีกกี่ครั้งที่เขาต้องจากโดยไม่ได้กล่าวคำอำลา มีเพียงเสียงจิ้งหรีดร้องปลอบใจเขาในตอนนี้ เอ็ดเวิร์ดรู้สึกรวดร้าวภายใน เขาอยากร้องไห้เหลือเกิน

เอ็ดเวิร์ด….รู้จักการเจ็บปวดจากการพลัดพราก

ในตอนเช้าหญิงแก่คนหนึ่งเดินมาเห็นเอ็ดเวิร์ด เอ็ดเวิร์ดไม่ได้ใส่ใจหญิงคนนั้นเพราะตอนนี้เขารู้สึกว่างเปล่าและท้อแท้หมดหวัง ไม่ว่าหญิงแก่จะเก็บเขาขึ้นมาหรือไม่ก็ไม่ต่างกันเขาคิด หญิงแก่พึมพำกับตัวเองว่าทุกสิ่งอย่างมีประโยชน์เสมอ และเธอก็หาทางใช้เอ็ดเวิร์ดให้เป็นประโยชน์ได้ เอ็ดเวิร์ดถูกเชือกมัดแขนขาและหูเข้ากับเสาไม้ เขากลายเป็นหุ่นไล่กาในไร่ของหญิงแก่คนนั้น เขามีชื่อใหม่ว่าไคลด์ คืนวันนั้นเอ็ดเวิร์ดมองดูดาว เป็นครั้งแรกที่เขารู้สึกว่าดาวไม่ช่วยปลอบเขาได้เลย เขารู้สึกโดดเดี่ยวอย่างบอกไม่ถูกท่ามกลางแสงดาว แสงดาวที่เขาเคยคิดว่าสดใสงดงามกลับดูเยือกเย็นเหน็บหนาว ในขณะที่เป็นหุ่นไล่กา เขาคิดว่าเขาจะเป็นยังไงหากเขามีปีก ในขณะที่ลอยออกจากเรือเขาจะบินไปโดยไม่ต้องจมอยู่ใต้ท้องทะเล ขณะที่ถูกนำไปทิ้งที่กองขยะเขาจะบินออกจากกองขยะไปนั่งอยู่บนหัวลอลลี่ และในขณะที่ถูกเตะออกจากรถไฟ เขาจะบินขึ้นไปนั่งบนรถไฟและยิ้มให้กับชายคนนั้น

ในค่ำวันที่สองของการเป็นหุ่นไล่กา เด็กชายชื่อไบร์สซึ่งเป็นคนงานของหญิงแก่กลับมาเอาเขากลับบ้าน เขาเริ่มมีความสุขอีกครั้ง ไบร์สนำเขาไปให้น้องสาวชื่อซาร่า รูท ซึ่งกำลังป่วยอยู่ น้องสาวเขาเคยมีตุ๊กตาที่ทำจากเซรามิกแต่แตกไปก่อนหน้านี้ แม้เขาจะเกลียดคำว่าเป็นตุ๊กตา แถมยังเป็นตุ๊กตาที่มาแทนที่ตัวเก่า แต่เขาก็คิดว่ามันยังดีกว่าเป็นหุ่นไล่กา

ซาร่ากอดเอ็ดเวิร์ดเหมือนแม่กอดลูก นุ่มนวลทว่ามั่นคง เขาไม่เคยถูกกอดในวงแขนแบบนี้มาก่อน ไม่ว่าจะเป็นอบีลิน แนลลี่หรือบูล เขาถูกมองด้วยสายตาที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความรัก ทั่วทั้งร่างกายเซรามิกของเขาอบอุ่น เขามีชื่อใหม่ว่าแจงเกิ้ล

ในขณะที่ไบร์สออกไปทำงาน เอ็ดเวิร์ดกับซ่าร่าอยู่ในกระท่อมเล็กๆ ที่เอ็ดเวิร์ดคิดว่าเป็นเพียงเล้าไก่ ด้วยอาการป่วย ซาร่าจึงไอและหอบอยู่ตลอดเวลา ในขณะที่ไอเธอจะกอดเขาจนแน่นจนเขากลัวว่าตัวเองจะแตกออกเป็นสองส่วน บางครั้งขณะที่ไอบางครั้งเธอจะเอาหูของเขาปิดปากเธอด้วย หากว่าเป็นเมื่อก่อนเขาคงรู้สึกไม่ดีนัก เขาคงรู้สึกรำคาญหากมีใครทำกับเขาเช่นนี้ แต่กับซาร่าเขาไม่รู้สึกเช่นนั้น เขาอยากดูแลเธอ เขาอยากปกป้องเธอ เขาอยากทำอะไรให้เธอให้มากกว่านี้

ในตอนค่ำไบร์สนำบิสกิสมาให้ซาร่ากิน เขานำเชือกมาผูกแขนขาเอ็ดเวิร์ดเข้ากับไม้ทำเป็นตุ๊กตาเต้นระบำให้ซาร่าชม ในยามที่ไบร์สอุ้มซาร่าออกไปรับอากาศที่สดชื่นนอกกระท่อม เอ็ดเวิร์ดบอกกับตัวเองว่าเขาอยากมีปีกเหมือนนกเขาจะบินพาซาร่าไปรับอากาศดีดี ไม่มีมลพิษ เพื่อเธอจะได้ไม่ต้องไอมาก ไบร์สกับซาร่ากลับเข้ามาเอาเอ็ดเวิร์ดไปดูดาวด้วย ในยามที่ดาวตกเขาอธิษฐานเช่นกัน

เอ็ดเวิร์ด….มีความรักและมีความสุขที่ได้รัก

เวลาผ่านไปหลายวัน บางครั้งพ่อของไบร์สกับซาร่าก็กลับมาที่กระท่อม บางครั้งก็ไม่มา ไบร์สบอกเขาว่าพ่อเขาเป็นแค่คนที่ชอบทำร้ายเขาเท่านั้นเอง แม้จะถูกกอดจนแน่น หูของเขาจะเปียกชื้นไปด้วยน้ำลายของซาร่า เสื้อผ้าของเขาจะเก่าจนหลุดลุ่ย เขาก็ไม่ได้สนใจมันอีกต่อไป ตอนกลางคืนเมื่อไบร์สกลับมา เขาจะทำให้เอ็ดเวิร์ดเต้นให้ซาร่าดูคืนแล้วคืนเล่า สิ่งที่ทำให้เขามีความสุขที่สุดในขณะนั้นคือรอยยิ้มและเสียงหัวเราะของซาร่า

หลายเดือนผ่านไป อาการของซาร่าแย่ลงในเดือนที่ห้า เธอไม่ยอมกินอะไรอีก ในเดือนที่หกเธอเริ่มไอออกมาเป็นเลือด การหายใจของเธอติดขัด ไบร์พี่ชายของเธอบอกให้เธอหายใจ เอ็ดเวิร์ดซึ่งอยู่ในวงแขนของเธอก็ขอร้องอ้อนวอนเธอเช่นกัน

ไบร์สหยุดไปทำงานและดูแลเธอในกระท่อมทุกวัน จนกระทั่งเช้าวันหนึ่งเธอก็หยุดหายใจ อ้อมแขนที่กอดเอ็ดเวิร์ดคลายออก เขาตกไปนอนคว่ำอยู่ข้างเตียง ได้ยินเพียงเสียงร้องไห้ของไบร์ส เมื่อพ่อของซาร่ากลับมาเขาร้องไห้และบอกว่าเขาก็รักเธอ

เอ็ดเวิร์ดบอกตัวเองว่าเขาก็รักซาร่าเช่นกัน แล้วเขาจะมีชีวิตอยู่ต่อไปอย่างไรเมื่อไม่มีซาร่า พ่อของซาร่านำร่างของเธอไปฝัง ขณะที่ไบร์สเก็บเอ็ดเวิร์ดขึ้นมาจากพื้นแล้วบอกว่าจะพาเขาไปเมมฟิสด้วยกัน

ระหว่างเดินทางสู่เมมฟิส เอ็ดเวิร์ดรู้สึกหมดอาลัยตายอยาก ว่างเปล่า เศร้าใจอย่างบอกไม่ถูก เขารู้สึกเจ็บไปทั่วร่างกายเซรามิกของเขา เขาคิดถึงซาร่า เขาอยากให้เธอกอดเขา เขาอยากเต้นให้เธอดู
แล้วเขาก็กลายเป็นกระต่ายที่เต้นตามเสียงดนตรีฮาโมนิกาของไบร์สอยู่ข้างถนนในเมืองเมมฟิส เพื่อแลกกับเศษเงินที่มีคนโยนให้ ในขณะที่ไบร์สร้องไห้คิดถึงซาร่า เอ็ดเวิร์ดเต้นไปด้วยหัวใจที่รวดร้าว

เอ็ดเวิร์ด….สัมผัสการสูญเสีย เจ็บปวด

ตกค่ำไบร์สพาเอ็ดเวิร์ดไปที่ร้านอาหารแห่งหนึ่ง เขาสั่งอาหารมากินหลายอย่าง และแล้วเขาก็ตระหนักว่าเขาไม่มีเงินพอจ่ายค่าอาหาร เจ้าของร้านโกรธมาก ไบร์สเสนอขอให้เอ็ดเวิร์ดเต้นให้เขาดูเพื่อแลกค่าอาหารแต่เจ้าของร้านไม่ยอม เขาจับขาเอ็ดเวิร์ดเหวี่ยงจนหัวเขากระแทกโต๊ะแตกกระจาย ไบร์สร้องกรี๊ดและโลกของเอ็ดเวิร์ดก็มืดลง

เอ็ดเวิร์ดอยู่ในห้วงแห่งความฝัน เขาฝันว่าเขาสวมชุดสูท เดินบนถนนหน้าบ้านของอะบีลีน เขาเดินเข้าไปในบ้าน ลูซี่วิ่งมาเห่าต้อนรับ กระโดดขึ้นลงแกว่งหางอย่างดีใจ ในบ้านเขาเห็นบูล อะบีลีน เนลลี่ ลอเรนส์ และไบร์ส แต่เขาหาซาร่า รูท ไม่เจอ ไบร์สชี้ขึ้นฟ้าบอกเขาว่าซาร่าอยู่บนดาวดวงไกลโพ้น เอ็ดเวิร์ดรู้สึกเศร้าใจลึกๆ ที่เธออยู่ไกลเหลือเกิน เขานึกอยากมีปีก และแล้วเขาก็ประหลาดใจที่เขามีปีกจริงๆ เขาเริ่มกระพือปีกบิน เขาอยากบินไปหาซาร่า แต่ทุกคนดึงเขาไว้ไม่ให้ไป ทุกคนทั้งอะบีลีน แนลลี่ ลอเรนส์ บูล และไบร์ส ร้องขอให้เขาอยู่ เอ็ดเวิร์ดร้องไห้ ลูซี่เลียหน้าซับน้ำตาให้เขา

เอ็ดเวิร์ดตื่นขึ้นมาจากความฝัน เขากำลังนอนตัวเปลือยอยู่บนโต๊ะไม้ เขามองเห็นชายแก่คนหนึ่งซึ่งเขาเพิ่งมารู้ว่าเขาเป็นคนประติดประต่อซ่อมแซมเอ็ดเวิร์ดขึ้นมาอีกครั้ง หลังจากเอ็ดเวิร์ดถูกฟาดลงกับมุมโต๊ะในร้านอาหารจนแตกออกเป็น 21 ชิ้น ชายคนนี้คือลูเซียส คล้าค ชายผู้ซ่อมตุ๊กตาผู้มีฝีมือดีมากที่สุดคนหนึ่ง ลูเซียสเล่าให้เอ็ดเวิร์ดฟังว่าไบร์สมาขอให้เขาซ่อมเอ็ดเวิร์ด แต่ลูเซียสมีข้อแม้คือหลังจากที่ซ่อมแล้วเอ็ดเวิร์ดต้องกลายเป็นสมบัติของลูเซียส ไบร์สไม่มีทางเลือก เขาต้องยอมยกเอ็ดเวิร์ดให้ลูเซียสเพื่อแลกกับการมีชีวิตของเอ็ดเวิร์ดเอง เอ็ดเวิร์ดรู้สึกซาบซึ้งในน้ำใจของไบร์ส

เอ็ดเวิร์ดถูกซ่อมแซมจนดูดีอีกครั้ง เขาถูกแต่งตัวในชุดสูทหล่อเหลา ตั้งอยู่บนชั้นวางตุ๊กตาในร้านของลูเซียส คล้าค ไบร์สเดินเข้ามาในร้าน เขามาอำลาเอ็ดเวิร์ดเป็นครั้งสุดท้าย เอ็ดเวิร์ดรู้สึกเหมือนอยู่คนเดียวในโลก แม้ว่าในความเป็นจริง เขาอยู่ในแวดล้อมของบรรดาตุ๊กตามากมาย แต่เขาก็ไม่ได้มีกะจิตกะใจจะสุงสิงกับใคร เขาเลิกหวัง และบอกตัวเองให้ปิดกั้นความรู้สึกใดใด เพราะหัวใจของเขาเจ็บปวดกับความรักที่ผ่านมาเหลือเกิน

เอ็ดเวิร์ด….รู้สึกเบื่อหน่าย สิ้นหวัง ยอมแพ้ และท้อแท้

หลายต่อหลายฤดูผ่านไป จนวันหนึ่งมีตุ๊กตาเก่าแก่ตัวหนึ่งชื่อมิลาดี้ ถูกจับมาวางบนชั้นข้าง ๆ เอ็ดเวิร์ด เธอชวนเขาคุย เธอบอกว่าเธอมีอายุกว่าร้อยปี เธออยู่กับผู้คนมามากมาย บางที่ก็เป็นเหมือนสวรรค์ บางที่ก็น่ากลัว เธอเรียนรู้ว่าแต่ละที่นั้นต่างกัน เธอเป็นตุ๊กตาที่ต่างไปในแต่ละที่ และเธอก็ยังหวังว่าต่อไปเธอจะไปอยู่ที่ใด แต่เอ็ดเวิร์ดบอกว่าเขาไม่ใส่ใจอะไรมากนัก เพราะสำหรับเขาในตอนนี้ ที่ไหน ๆ ก็ไม่ต่างกัน เขาไม่สนใจว่าใครจะมาซื้อเขาหรือไม่ มิลาดี้พยายามกระตุ้นให้เขามีความหวัง เธอบอกเขาว่าชีวิตจะไม่มีค่าอะไรเลยหากไม่มีความหวัง เราจะต้องคิดอยู่เสมอว่าใครจะมารักเรา และเราจะรักใครอีก

เอ็ดเวิร์ดบอกว่าเขาไม่อยากจะรักอีกแล้ว เพราะมันเจ็บปวดเกินไป มิลาดี้จึงกล่าวต่ออีกว่า ‘ฉันรู้สึกผิดหวังในตัวคุณจริงๆ หากคุณไม่คิดจะรักหรือถูกรักเลย การเดินทางนี้ก็ไร้ความหมาย คุณน่าจะกระโดดลงจากชั้นนี้เพื่อคุณจะได้แตกออกเป็นเสี่ยงๆ ให้ทุกอย่างมันจบไปเสีย’

คำพูดของมิลาดี้ทำให้เขาคิด ‘หากมีคนที่รอเพื่อจะรักเขาอยู่ล่ะ หากมีคนที่จะทำให้เขารักอีกครั้งรออยู่ล่ะ มันจะเป็นไปได้หรือ?’ เอ็ดเวิร์ดรู้สึกหัวใจเขาเต้นแรงขึ้น แต่ก็พยายามบอกตัวเองว่าเป็นไปไม่ได้หรอก

เช้าวันรุ่งขึ้นมีเด็กหญิงมาซื้อมิลาดี้ไป ก่อนออกไปจากร้าน มิลาดี้ตุ๊กตาตัวเก่าแก่ บอกกับเอ็ดเวิร์ดว่า
‘เปิดใจของคุณ ใครสักคนจะเข้ามา แต่ทว่าคุณจะต้องเปิดหัวใจตัวเองก่อน’ เอ็ดเวิร์ดรู้สึกใจสั่นเมื่อนึกถึงคำพูดที่ว่า ใครสักคนจะเดินเข้ามา…

เอ็ดเวิร์ดนึกถึงสิ่งที่เกิดขึ้นมานานมากแล้วที่บ้านบนถนนสายหนึ่งในอียิปต์ ตอนเช้าก่อนไปโรงเรียนอะบีลีนจะบอกเขาว่า ‘ฉันจะกลับมาหาเธอ’ นึกมาถึงตอนนี้ เขาบอกกับตัวเองว่าเขาจะไม่เชื่อในสิ่งที่มิลาดี้พูด…แต่มันก็สายเกินไป เพราะประตูหัวใจของกระต่ายเซรามิกเริ่มเปิดกว้างอีกครั้ง

เอ็ดเวิร์ด….ค่อย ๆ เปิดหัวใจ ทีละน้อย

และวันหนึ่งขณะที่เอ็ดเวิร์ดบอกตัวเองว่า ใครสักคนจะเดินเข้ามา… ก็มีเด็กหญิงอายุประมาณห้าขวบคนหนึ่งเดินมาหยุดตรงหน้าชั้นวางตุ๊กตาที่เอ็ดเวิร์ดนั่งอยู่ เธออุ้มเอ็ดเวิร์ดในวงแขนเหมือนที่ซาร่า รูท เคยอุ้มเขา และบอกแม่ของเธอที่เดินเข้ามาว่าเธออยากได้กระต่ายตัวนี้ ผู้หญิงคนนั้นเดินเข้ามามองไปที่เอ็ดเวิร์ด เขารู้สึกเวียนหัว เขาคิดว่าเขาฝันไปหรือเปล่า หญิงคนนั้นเอามือจับล็อกเก็ตที่แขวนคอเธออยู่ เอ็ดเวิร์ดรู้ว่ามันไม่ใช่ล็อกเก็ต แต่มันเป็นนาฬิกาพก นาฬิกาพกที่เขาเคยมี นาฬิกาพกของเขา

“เอ็ดเวิร์ดหรือนี่?” อะบีลินถาม
“ใช่” เอ็ดเวิร์ดตอบ
“เอ็ดเวิร์ด?” อะบีลีนถามอีกครั้ง
“ใช่แล้ว ใช่แล้ว ใช่แล้ว ฉันเอง เอ็ดเวิร์ด…” เขาตะโกนจนสุดสียง

เอ็ดเวิร์ด…..พบความรัก….อีกครั้ง

…..
….
..

ครั้งหนึ่งมีกระต่ายเซรามิกตัวหนึ่งซึ่งเป็นที่รักของเด็กหญิงคนหนึ่ง กระต่ายได้ไปเดินทางทางเรือ แล้วเผอิญตกจากเรือ และมีชาวประมาเก็บเขามาได้ เขาถูกฝังอยู่ใต้กองขยะ แต่มีหมาตัวหนึ่งมาลากเขาออกมา เขาเดินทางไปกับกลุ่มคนพเนจรเป็นเวลานาน และทำงานเป็นหุ่นไล่กาได้สองวัน

ครั้งหนึ่งมีกระต่ายเซรามิกตัวหนึ่ง ซึ่งรักเด็กหญิงคนหนึ่งมาก แต่ต้องมองเธอจากไปอย่างไม่มีวันกลับ กระต่ายเต้นหาเงินบนท้องถนนในเมืองเมมฟิส เขาถูกเหวี่ยงเอาหัวฟาดกับโต๊ะจนแตกเป็นเสี่ยงๆ ช่างซ่อมตุ๊กตาซ่อมเขาขึ้นมาอีกครั้ง แต่กระต่ายสาบานกับตัวเองว่าเขาจะไม่เปิดใจรักใครอีกแล้ว

ครั้งหนึ่งมีกระต่ายเซรามิกตัวหนึ่งกำลังเต้นอยู่ในสวนหลังบ้านในฤดูใบไม้ผลิกับลูกสาวของผู้หญิงที่รักเขาตั้งแต่เมื่อเธอยังเป็นเด็ก เด็กหญิงเหวี่ยงกระต่ายไปมาในยามที่เธอวิ่งเต้น บางครั้งเธอเหวี่ยงเขาช้า ๆ บางครั้งเธอเหวี่ยงเขาเร็ว ๆ จนบางครั้งเขาคิดว่าเขากำลังบิน เขามีปีกบิน

ครั้งหนึ่งมีกระต่ายเซรามิกตัวหนึ่ง เขาได้พบกับความรักอีกครั้ง

สุขสันต์วันที่เรายังศรัทธาในความรักค่ะ

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s