รู้เมื่อสาย คำสารภาพของชายคนหนึ่ง

 

นานมาแล้วได้ไปเจอคลิปวีดีโอโดย ดร ริชาร์ด เตียว (Richard Teo) ในยูทูป ซึ่งท่านได้บรรยายให้บรรดานักศึกษาทันตแพทย์ มหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์ในขณะที่ท่านยังมีชีวิตอยู่ เมื่อวันที่ 19 มกราคม 2012 ฟังแล้วรู้สึกให้ฉุกคิดถึงทางเลือกในการใช้ชีวิตของคนเรา ก็เลยลองเรียบเรียงนำมาฝากค่ะ

ดร ริชาร์ด เตียว เป็นแพทย์และนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จและมีชื่อเสียงอย่างมากในด้านศัลยกรรมความงามของสิงคโปร์ ดร เตียว เสียชีวิตลงด้วยโรคมะเร็งปอด เมื่อวันที่ 18 ตุลาคม 2012 ที่ผ่านมา ด้วยวัยเพียง 40 ปี

“สวัสดียามเช้าครับทุกท่าน เสียงของผมอาจจะแหบไปสักนิด หวังว่าทุกท่านคงจะพอทนฟังได้นะครับ ผมขอแนะนำตัวนิดหนึ่งนะครับ ผมชื่อริชาร์ด ผมเป็นแพทย์ ผมรู้สึกยินดีมากที่ได้รับเชิญจากท่านศาสตราจารย์ให้มาพูดในวันนี้ ในขณะที่คุณกำลังเริ่มเดินสู่หนทางการเป็นทันตแพทย์ ผมจะเล่าประสบการณ์และชีวิตของผมให้ทุกคนฟัง เผื่อมันจะช่วยเป็นข้อคิดเป็นอุทาหรณ์ให้คุณในวันข้างหน้าได้

ผมเป็นหนึ่งในผลิตผลตามแบบอย่างของสังคมในวันนี้ เป็นผลผลิตที่ประสบความสำเร็จดังที่สังคมต้องการ ตั้งแต่เด็กผมมาจากครอบครัวที่มีความเป็นอยู่ต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐาน ผมจำจากสื่อต่างๆ และผู้คนรอบตัวว่า ความสุขคือความสำเร็จ และความสำเร็จก็คือการมีฐานะร่ำรวย ด้วยความคิดนี้ผมกลายเป็นคนที่ชอบการแข่งขันมาโดยตลอด ผมไม่เพียงแค่ต้องเข้าไปอยู่ในโรงเรียนเด่นและดัง ผมจะต้องประสบความสำเร็จในทุกด้าน ทุกด้านจริงๆ แม้แต่การวิ่งแข่ง ผมต้องได้รับถ้วยรางวัล ผมต้องทำได้ดี ผมต้องได้รางวัลนั้น รางวัลนี้ ทุกๆ รางวัล เลือดนักสู้อยู่ในตัวผมตั้งแต่เด็ก

แล้วผมก็เข้าโรงเรียนแพทย์ได้และจบออกมา คุณคงพอจะทราบว่าในคณะแพทยศาสตร์ จักษุวิทยาเป็นสาขาความเชี่ยวชาญที่มีความต้องการมากถึงมากที่สุด ผมก็ขวนขวายจนได้เข้าไปทำงานที่นั่น ผมไปฝึกงานที่แผนกจักษุวิทยา ผมได้รับทุนจากมหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์ให้ทำวิจัยเกี่ยวกับการพัฒนาแสงเลเซอร์เพื่อรักษาดวงตา ในการวิจัยนั้นผมได้รับสิทธิบัตร 2 ใบ ใบหนึ่งเกี่ยวกับเครื่องมือแพทย์และอีกใบในด้านแสงเลเซอร์

คุณคงพอเดาออกว่าการประสบความสำเร็จในด้านวิชาการเหล่านี้ไม่ได้ทำให้ผมมีฐานะดีขึ้น ในตอนนั้นผมคิดว่าการฝึกเป็นจักษุแพทย์นั้นใช้เวลานานเกินไปและผมมีโอกาสจะทำเงินได้มากมายจากด้านเอกชน ในขณะนั้นเป็นช่วงที่กำลังมีความต้องการด้านเวชศาสตร์ความสวยความงามกันมาก ดังนั้นเมื่อผมใช้ทุนคืนกระทรวงสาธารณสุขเรียบร้อยแล้ว ผมจึงตัดสินใจลาออกจากการฝึกหัดด้านจักษุกลางคัน และไปตั้งคลีนิกเสริมความงามในตัวเมืองและทำศัลยกรรมไปด้วย

จากประสบการณ์ที่ผมได้พบมาคือหนึ่งความแปลกของคนเราเช่นเขาไม่ค่อยนับถือแพทย์เวชปฏิบัติทั่วไป เขานับถือคนที่ร่ำรวยและมีชื่อเสียง คนบางคนไม่อยากจ่ายเงิน 20 เหรียญเพื่อหาหมอยามเจ็บป่วย แต่คนคนเดียวกันพอใจที่จะจ่ายเงินหลายพันเหรียญเพื่อทำการดูดไขมัน หรือยอมจ่าย 15,000 เหรียญเพื่อการเสริมหน้าอกเป็นต้น เมื่อเห็นเช่นนั้นผมจึงไม่ต้องคิดอะไรมาก ไม่ได้คิดจะเปิดคลีนิครักษาโรคทั่วไป ผมเปิดคลีนิคเสริมความงาม แทนที่จะรักษาคนไข้ที่เจ็บป่วย ผมตัดสินใจที่จะช่วยทำให้คนอื่นสวยและดูดี

ธุรกิจดำเนินไปด้วยดี ดีมากๆ ด้วย เริ่มจากคิวรอเพื่อทำศัลยกรรมแค่สัปดาห์เดียว ก็เพิ่มเป็นสองสามสัปดาห์ไปถึงสามเดือน ผมรู้สึกทึ่งที่มีคนไข้มากมายเหลือเกิน ความฟุ้งเฟ้อเป็นธุรกิจที่ทำเงินให้ผมมากมายจริงๆ ผมเริ่มจ้างหมอมากขึ้น แค่ปีแรกปีเดียวผมก็ทำเงินได้หลายล้านเหรียญแล้ว แต่ผมไม่ได้หยุดแค่นั้น ผมกำลังตื่นเต้นกับสิ่งที่เกิดขึ้น ผมเริ่มขยายธุรกิจไปที่อินโดนีเซียเพื่อให้บริการกับผู้มีอันจะกินในอินโดนีเซียที่มีกำลังการจับจ่ายสูง

ชีวิตกำลังดำเนินไปด้วยดี ผมทำอะไรกับเงินที่มีและผมใช้วันหยุดของผมยังไงนะหรือครับ ปกติผมจะพบปะสังสรรค์กับเพื่อนที่ชอบแข่งรถ ขับรถไปสนามแข่งที่มาเลเซีย นอกจากนี้ด้วยเงินที่เหลือผมซื้อรถเฟอรารี่ ตอนนั้นรุ่น 458 ยังไม่ออกมา ผมซื้อรุ่น 430 เพื่อนของผมซึ่งเป็นนักการธนาคารเขาขับสีแดง ผมจึงต้องขับสีน้ำเงิน

หลังจากซื้อรถแล้วผมทำอะไรต่อ ผมจึงปลูกบ้าน ผมไปหาซื้อที่ดินเพื่อปลูกบ้านบ้านที่มีขนาดพอสมควร จากนั้นชีวิตของผมเป็นยังไงบ้าง ผมคบหาสมาคมอยู่ในแวดวงของคนรวย คนดัง คนสวยเช่นหนึ่งในนางงามยูนิเวิร์ส ผมได้ไปร่วมสังสรรค์กับผู้ร่วมก่อตั้งเฟสบุ้คที่ร่ำรวยมหาศาลในตอนนี้ เราไปทานอาหารในร้านที่มีชื่อเสียงระดับเชฟมิชิลินทั้งนั้น

ผมมาถึงจุดจุดหนึ่งในชีวิตที่คิดว่าผมมีทุกอย่างแล้ว เป็นจุดสูงสุดในชีวิตการทำงาน นั่นคือรูปของผมเมื่อปีที่แล้วในโรงยิม ผมคิดว่าผมสามารถควบคุมทุกอย่างในชีวิตได้ และผมกำลังอยู่ในจุดสูงสุดของชีวิต แต่ผมคิดผิด…ผมไม่สามารถควบคุมทุกอย่างได้

เมื่อประมาณเดือนมีนาคมปีที่แล้ว ผมเริ่มรู้สึกปวดหลังขึ้นมา ผมคิดว่าอาจเป็นเพราะการออกกำลังกายมากเกินไป ผมจึงไปที่โรงพยาบาล (Singapore General Hospital) ไปหาเพื่อนของผมที่ทำงานที่นั่น เพื่อนของผมแนะนำให้ทำ MRI Scan ให้แน่ใจว่าแผ่นกระดูกสันหลังไม่มีอะไรผิดปกติ แล้วเพื่อนของผมก็โทรมาบอกว่าจากรูปสแกน รู้สึกเหมือนจะมีเนื้องอกที่กระดูกไขสันหลัง ผมถามย้ำไปว่าหมายถึงอะไร…จริงๆ แล้วผมรู้ว่ามันคืออะไรแต่ที่ถามซ้ำผมรับมันไม่ได้ เพราะผมยังไปไหนมาไหน ไปห้องยิมตามปกติ และเมื่อผมทำการสแกนเพิ่มขึ้นในวันถัดมา จึงได้ทราบว่าจริงๆ แล้วผมเป็นมะเร็งปอดระยะที่สี่ ผมรู้สึกงงว่ามันมาจากไหน แต่ที่สำคัญไปกว่านั้นมันได้ลุกลามไปยังสมอง ไขสันหลัง ตับ และหมวกไตแล้ว

ในขณะที่ผมกำลังคิดว่าผมควบคุมทุกอย่างในชีวิตได้แล้วและกำลังอยู่ในจุดที่สูงสุดของชีวิต แต่ขณะเดียวกันผมรู้สึกว่าได้สูญเสียทุกอย่างไปในพริบตา นี่คือรูปสแกนของปอดของผม ทุกๆ จุดที่คุณเห็นคือมะเร็งเนื้องอกที่เรียกว่า Miliary ผมได้รับแจ้งว่าถึงแม้จะใช้การรักษาแบบคีโม ผมจะมีิเวลาอยู่อีกแค่ 3-4 เดือน ผมรู้สึกชีวิตของผมกำลังพังทะลายลงอย่างไม่เป็นท่า ผมอยู่ในภาวะซึมเศร้าอย่างรุนแรง คิดถึงสิ่งที่ผมกำลังมีอยู่ นึกถึงความสำเร็จที่ผมได้รับ ถ้วยรางวัล รถยนต์ บ้าน และทุกๆ อย่าง ความคิดที่ว่าสิ่งเหล่านั้นนำความสุขมาให้ผมยิ่งทำให้ผมรู้สึกเศร้าใจยิ่งขึ้น

ผมได้ตระหนักถึงว่าทุกสิ่งที่ผมมีในครอบครองไม่ได้ทำให้ผมมีความสุขอีกต่อไป รถเฟอรารี่ที่ผมชอบนักชอบหนาไม่ได้ทำให้ผมรู้สึกดีขึ้นแม้แต่น้อยในช่วงสิบเดือนที่ผ่านมา สิ่งของนอกกายที่ผมเคยคิดว่ามันนำความสุขมาให้ผมมันกลับไม่ใช่ แต่คุณรู้ไหมสิ่งที่ทำให้ผมรู้สึกมีความสุขที่แท้จริงคือการแลกเปลี่ยนกับผู้คน คนที่ผมรัก เพื่อน คนที่ห่วงใยผมอย่างจริงจัง พวกเขาหัวเราะและร้องไห้ไปกับผม พวกเขารับรู้และเข้าใจความเจ็บปวดที่ผมกำลังเผชิญ สิ่งเหล่านี้ต่างหากที่นำความสุขมาให้ผม ไม่ใช่สิ่งของที่ผมมี ผมเคยคิดว่าวัตถุเหล่านั้นจะนำความสุขมาให้ผมแต่ไม่ใช่ เพราะหากมันใช่ผมคงมีความสุขขึ้นขณะที่ที่คิดถึงมันในเวลาที่ผมเป็นทุกข์มากที่สุด

เทศกาลตรุษจีนที่กำลังจะมาถึง โดยปกติแล้วสิ่งที่ผมทำคือการขับรถคันงามของผมเยี่ยมเยียนญาติและอวดให้เพื่อนฝูงดู ผมคิดว่ามันคือความสุข แต่คุณคิดว่าญาติมิตรเพื่อนฝูงที่บางคนอาจกำลังลำบากในด้านการเงินจะสามารถรับรู้ถึงความสุขของผมรึเปล่า? เปล่าเลย พวกเขาไม่อาจแบ่งปันความสุขจากผมได้ พวกเขากำลังเผชิญปัญหาในชีวิตของเขา เขากำลังพูดคุยเรื่องค่ารถโดยสารรถประจำทางสาธารณะที่เพิ่มขึ้น สิ่งที่ผมทำมันทำให้ผมคิดว่าผมทำไปเพื่อทำให้พวกเขาอิจฉาในสิ่งที่ผมมี บางครั้งก็ทำให้เขาเกลียดผมด้วยซ้ำ ผมเรียกการกระทำนี้ว่าวัตถุแห่งความอิจฉา ผมโอ้อวดในสิ่งที่ผมมี เพื่อให้ผมรู้สึกว่ามันเติมเต็มเกียรติและอัตตาของผมเอง แต่มันไม่ได้นำความสุขมาให้ญาติและเพื่อนๆ ของผมเลย แต่ในตอนนั้นผมคิดว่านั่นคือความสุข

ขอให้ผมได้เล่าอีกเรื่องหนึ่งให้คุณฟัง เมื่อผมยังอายุรุ่นราวคราวเดียวกับคุณ พักอยู่ในหอพักของมหาวิทยาลัย ผมมีเพื่อนคนหนึ่งที่ผมคิดว่าเธอออกจะแปลกไปหน่อย เธอชื่อเจนนิเฟอร์ ตอนนี้เราก็ยังเป็นเพื่อนกันอยู่ ในขณะที่เราเดินบนทางเดิน เมื่อเธอเห็นหอยอยู่บนทางเดิน เธอจะเก็บหอยนั้นขึ้นแล้วนำไปวางไว้บนหญ้า ผมมักจะถามเธอว่าทำไมต้องทำอย่างนั้น ทำให้มือสกปรกไปทำไม มันก็แค่หอยทาก ในความเป็นจริงแล้วเธอมีความเมตตาให้กับหอยทาก ความรู้สึกสงสาร รับรู้และเข้าใจว่าหอยจะถูกเหยียบย่ำเป็นความรู้สึกจริงๆ ของเธอ แต่สำหรับผม ผมเห็นมันเป็นเพียงหอยทาก หากมันไม่อาจนำตัวเองออกจากทางเดินของมนุษย์ก็สมควรแล้วที่มันจะถูกเหยียบ มันคืิอส่วนหนึ่งของวิวัฒนาการของโลกและสัตว์ น่าขำไหมที่ในที่นั้นผมกำลังเป็นหมอฝึกหัด และควรที่จะมีความกรุณาและเห็นอกเห็นใจผู้อื่น แต่ผมทำไม่ได้

ตอนเป็นหมอฝึกหัดผมได้ถูกส่งตัวไปที่แผนกมะเร็งของโรงพยาบาล (National University Hospital) ทุกๆ วันผมจะเห็นผู้คนที่ตายลงด้วยโรคมะเร็ง ผมเห็นคนที่กำลังทนทุกข์ทรมาน ความเจ็บปวดที่พวกเขากำลังเผชิญ เห็นมอร์ฟีนที่เขาต้องปล่อยทุกๆ สองสามนาทีเพื่อระงับความเจ็บปวดนั้น ผมเห็นคนที่พยายามหายใจเป็นเฮือกสุดท้ายจากถังออกซิเจน แต่มันก็เป็นแค่งาน เป็นหน้าที่ของผม เมื่อผมไปที่คลีนิคทุกวัน ไปตรวจรอบ ไปเจาะเลือด ให้ยา ผมรู้สึกเข้าใจคนไข้จริงๆ หรือเปล่า? เปล่าเลย มันเป็นแค่งานอย่างหนึ่งของผม ผมไปทำงาน ผมออกจากวอร์ดมา เพื่อจะกลับไปทำธุระปะปังของผมต่อก็แค่นั้น

ความเจ็บปวด ความทุกข์ทรมานของคนไข้แท้จริงเป็นอย่างไร? ผมเข้าใจมันมากแค่ไหน? เปล่าหรอก แต่ผมรู้จักคำศัพท์ทางการแพทย์ที่ใช้อธิบายอาการทุกอย่างและความรู้สึกที่คนไข้กำลังเผชิญได้ แต่แท้ที่จริงแล้วผมไม่ได้รู้ว่าเขารู้สึกยังไงจนวันที่ผมมาเป็นผู้ป่วยเสียเอง จนกระทั้งเดี๋ยวนี้ที่ผมเพิ่งเข้าใจว่าเขารู้สึกยังไง และหากคุณจะถามว่าผมจะเป็นหมอที่ต่างไปไหม หากผมได้ใช้ชีวิตนั้นอีกครั้ง ครับ…ผมจะเป็นหมอที่ต่างไปจากเดิม เพราะตอนนี้ผมรู้แล้วว่าคนไข้รู้สึกอย่างไร และในบางครั้งเราอาจต้องเรียนรู้มันก็ต่อเมื่อเรากำลังเผชิญหน้ากับมันอย่างจังๆ

แม้ว่าจะเป็นการเริ่มต้นที่คุณกำลังจะได้เป็นทันตแพทย์ ผมขออนุญาตท้าทายคุณสองเรื่อง แน่นอนว่าคุณบางคนอาจต้องไปทำงานให้เอกชน คุณจะเริ่มก่อร่างสร้างตัว สะสมเงินทอง ผมรับรองได้ว่าแค่การทำในสิ่งที่สำคัญและจำเป็นคุณจะได้รับเงินมากมาย เป็นเงินที่ได้มาอย่างน่ายินดี ความจริงมันไม่ใช่เรื่องผิดที่จะประสบความสำเร็จ หรือร่ำรวย แต่ปัญหาหนึ่งที่คนโดยทั่วไปรวมทั้งผมด้วยประสบคือการวางตัวไม่ถูก ทำไมผมจึงกล่าวเช่นนั้น เพราะว่าเมื่อผมเริ่มสะสม ยิ่งผมมีมากขึ้น ผมก็ต้องการมากขึ้นเท่านั้น เมื่อต้องการมากขึ้น ผมก็เริ่มหลงใหลมัวเมา ดังที่ผมเล่าให้ฟังเมื่อกี้คือการมีวัตถุสิ่งของในทุกๆ อย่างที่สังคมหยิบยื่นให้หรือที่สังคมต้องการให้เราเป็น ผมหมกมุ่นในสิ่งเหล่านั้นมากจนถึงขนาดว่าผมมองเห็นคนไข้เป็นเพียงที่มาของรายได้ และผมพยายามที่จะรีดไถทุกเซ็นต์จากคนไข้จริงๆ

บ่อยครั้งที่เราลืมว่าใครที่เราควรให้บริการ เรากลายเป็นคนที่บริการใครไม่เป็นนอกจากตัวเราเอง นั่นคือสิ่งที่เกิดขึ้นกับผม ไม่ว่าจะเป็นด้านการรักษา ทันต หรือคลีนิคใดก็ตาม ผมบอกได้เลยว่าในส่วนเอกชน บ่อยครั้งเราให้คำปรึกษาคนไข้ในการรักษาที่ไม่จำเพาะเจาะจง และในบางครั้งถึงแม้จะไม่จำเป็นแต่เราก็แนะนำ เหมือนกับว่าเรากำลังสูญเสียความเป็นมนุษย์และไร้เข็มทิศในทางที่เราเดินไป เพราะเราต้องการเพียงให้บริการตัวเราเอง

ผมบอกคุณได้เลยว่าในสองสามปีที่ผ่านมา เรากล่าวหาคู่แข่ง ปล่อยข่าวลือต่างๆ นานา เกี่ยวกับธุรกิจด้านเดียวกันโดยที่เราไม่จำเป็นต้องทำอย่างนั้น แต่ตราบใดที่เราทำให้เขาอ่อนแอลงและเราได้เปรียบในทางธุรกิจเราก็จะทำ และนั่นคือสิ่งที่เกิดขึ้นในขณะนี้ในทุกสาขา ความท้าทายที่ผมมีให้คุณข้อแรกคือการไม่หลงทางทางจิตวิญญาณนั้น ผมได้เรียนรู้มันด้วยชีวิตของผมและผมขอให้คุณไม่เดินตามทางนั้น

จากนี้พวกเราหลายๆ คนจะรู้สึกท่วมท้นกับคนไข้เมื่อเราเริ่มทำงาน ไม่ว่าจะเป็นโรงพยาบาลรัฐหรือเอกชน ผมบอกคุณได้เลยว่าเมื่อผมเริ่มฝึกหัดใหม่ๆ เมื่อมีแฟ้มคนไข้กองอยู่บนโต๊ะเป็นกอง ตอนนั้นผมอยากให้งานของผมเสร็จไปโดยเร็ว ผมอยากให้คนไข้ออกไปจากห้องตรวจของผมโดยเร็วที่สุดเพราะว่ามันมีมากมายเหลือเกิน ทุกวันของผมกลายเป็นกิจวัตร กลายเป็นหน้าที่ที่ต้องทำส่วนหนึ่ง และอีกอย่างผมเคยเข้าใจคนไข้บ้างไหม รู้ไหมว่าเขารู้สึกอย่างไรจริงๆ เขากลัว เขาตื่นตระหนกไหม ผมเข้าใจในสิ่งที่เขากำลังเผชิญไหม เปล่าเลยจนกว่าสิ่งเหล่านั้นเกิดขึ้นกับผมเอง และผมก็คิดว่านั่นคือข้อผิดพลาดหนึ่งในระบบของเรา เพราะเราได้รับการปลูกฝังให้เป็นผู้ให้บริการด้านสุขภาพ เป็นมืออาชีพ แต่จริงๆ แล้วเราไม่รู้ว่าเขารู้สึกอย่างไร ผมไม่ได้ขอให้คุณเข้าไปผูกพันทางอารมณ์ในสิ่งที่คุณทำ ผมไม่คิดว่านั่นคือวิถีของมืออาชีพ แต่ทว่าเราได้ใส่ความพยายามในการทำความเข้าใจในสิ่งที่เกิดขึ้นมากน้อยแค่ไหน ผมไม่ได้ทำและผมก็คิดว่าเราหลายๆ คนยังไม่พยายามเท่าที่ควร ดังนั้นอย่าเสียความพยายามที่จะเป็นคนที่เข้าใจคนนั้นไป การท้าทายอีกข้อของผมคือการพยายามเข้าใจคนไข้ ใส่รองเท้าที่เขาสวมดูว่าเขารู้สึกอย่างไร เพราะความเจ็บปวด ความกลัว ความตระหนกนั้นเป็นเรื่องจริง ถึงแม้มันจะไม่เกี่ยวกับเรา แต่นั่นคือสภาวะที่เขาเป็นในขณะนั้น

ขณะนี้ผมอยู่ในระหว่างการทำคีโมครั้งที่ 5 ผมบอกคุณได้เลยว่ามันรู้สึกแย่จนบอกไม่ถูก การรักษาแบบคีโมเป็นหนึ่งในสิ่งที่คุณไม่ปราถนาให้เกิดกับใคร แม้กระทั่งศัตรูของคุณคุณก็ไม่ขอให้เขาต้องพานพบกับมัน เพราะมันทรมานมาก ความรู้สึดพะอืดพะอม การอาเจียน คุณไม่รู้ว่าจะสามารถเก็บรักษาอาหารในท้องไว้ได้ไหม เป็นความรู้สึกที่เลวร้ายมาก และกับเรี่ยวแรงเล็กน้อยที่ผมมีอยู่ในตอนนี้ ผมพยายามที่จะออกไปพบปะกับผู้ป่วยโรคมะเร็งคนอื่นๆ เพราะผมเข้าใจว่ามันเจ็บปวดและทรมานมากแค่ไหน แต่ผมก็รู้ตัวดีว่ามันออกจะสายเกินไปและเล็กน้อยเกินไป ดังนั้นพวกคุณยังมีโอกาสและเวลามีอนาคตที่สดใส มีพลังงานและทรัพยากรมากมาย ดังนั้นผมจึงคิดว่านั่นคือการท้าทายของคุณด้วยเช่นกันที่จะมองลึกไปกว่าเพียงคนไข้ที่อยู่ตรงหน้า และเข้าใจว่ายังมีคนอีกมากมายที่อยู่ในภาวะเจ็บป่วย ลำบาก อย่าคิดว่าคนจนเท่านั้นที่เป็นทุกข์ มันอาจไม่เป็นความจริงทั้งหมด เพราะคนยากจนบางคน เขาเริ่มจากการมีไม่มากแต่เขาก็พอใจในสิ่งที่มี คุณอาจไม่รู้ว่าแท้จริงแล้วเขาอาจมีความสุขมากกว่าคุณและผม

และนอกจากนี้ยังมีคนที่มีความทุกข์ทางใจ กาย ลำบากทางอารมณ์ ทางการเงินอีกมากมายนักและเขามีอยู่จริง เราจะเลือกที่จะไม่ใส่ใจหรือไม่รับรู้ว่ามันมีอยู่ก็สุดแล้วแต่เราจะคิด และในยามที่คุณเรียนจบและประกอบอาชีพไปแล้ว ผมหวังว่าคุณจะเผื่อแผ่ไปหาคนที่ต้องการความช่วยเหลือบ้าง การช่วยด้วยความตั้งใจและจริงใจนั้นผู้รับสามารถสัมผัสถึงความต่างนั้นได้ ตอนนี้ผมเป็นผู้รับผมจึงรู้ว่ามันเป็นอย่างไร สำหรับคนที่ตั้งใจดูแลเราอย่างแท้จริง ให้กำลังใจ ต่างๆ นานา มันทำให้ผมรู้สึกดีมากจนบอกไม่ถูก

นี่คือรูปของปอดหลังการรักษา ผมได้รับการรักษาไม่นานมานี้ หลายๆ อย่างเกิดขึ้นในช่วงเวลานี้ที่ทำให้ผมได้มีโอกาสมายืนพูดกับคุณได้ในวันนี้ ผมขอจบการบรรยายในวันนี้ด้วยคำพูดนี้ จากหนังสือ Tuesday with Morrie ที่คุณอาจเคยอ่านมาแล้ว…

“Everybody knows they’re going to die, but nobody believes it. If we did, we would do things differently – เราทุกคนรู้ว่าเราจะต้องตาย แต่ไม่มีใครเชื่อ เพราะหากเราเชื่อ เราจะทำในสิ่งที่ต่างไป”

เมื่อผมเผชิญหน้ากับความตายอย่างเลือกไม่ได้ ผมละวางทุกอย่างเกี่ยวกับตัวเองและใส่ใจแต่ในสิ่งที่จำเป็น แต่ชีวิตมันน่าตลกที่ว่า บ่อยครั้งที่เรารับรู้ว่ากำลังจะตาย เราจึงเริ่มเรียนรู้ว่าจะมีชีวิตอยู่อย่างไร มันอาจเป็นหัวข้อการพูดที่ไม่น่าพึงประสงค์สำหรับเช้าวันนี้ แต่มันคือความเป็นจริงที่ผมกำลังเผชิญอยู่

อย่าปล่อยให้สังคมมาคอยบอกคุณว่าคุณควรใช้ชีวิตอย่างไร อย่าปล่อยให้สื่อบอกคุณว่าคุณควรทำอะไร เพราะนั่นคือสิ่งที่เกิดขึ้นกับผม และผมก็ใช้ชีวิตอยู่โดยคิดว่าสิ่งเหล่านี้คือสิ่งที่จะนำความสุขมาให้ ผมหวังว่าคุณจะนำสิ่งที่ผมบอกเล่าไปคิดพิจารณา ไตร่ตรองและตัดสินด้วยตัวเองว่าคุณอยากใช้ชีวิตยู่แบบใด ไม่ใช่ตามสิ่งที่คนอื่นบอกให้คุณทำ และขอให้คุณตัดสินใจว่าคุณจะบริการตัวเอง หรือคุณช่วยจะสร้างความต่างให้ชีวิตอื่น เพราะความสุขที่แท้จริงไม่ได้มาจากการ “ให้ตัวเอง” – ผมเคยคิดเช่นนั้นแต่มันไม่ได้เป็นอย่างที่คิด

ขอบคุณครับและหากคุณมีคำถามที่จะถาม โปรดถามได้ครับ ขอบคุณครับ”

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s