คู่แข่ง

27751920_1777504732284165_451046385190346679_n.jpg
เมื่อวานฉันได้รับข้อความจากธนาคารเลือดว่าช่วงนี้เลือดกรุ๊ปของฉันกำลังเป็นที่ต้องการอย่างเร่งด่วน ระหว่างทางกลับบ้านหลังเลิกงาน ฉันจึงตัดสินใจนั่งรถไฟฟ้าไปที่ธนาคารเลือดเพื่อขอบริจาคเลือดให้คนที่กำลังต้องการ
รถไฟฟ้าเลื่อนมาจอดที่ชานชลา เมื่อประตูรถไฟฟ้าค่อย ๆ เปิดกว้าง ชายคนหนึ่งเดินกระแทกกระเป๋าสะพายของฉันจากข้างหลังขึ้นไปบนรถไฟก่อนคนอื่น ไม่มีคำขอโทษใด นอกจากท่าทีที่ดูเร่งรีบของเขา ความรู้สึกที่ผ่านเข้ามาในตอนนั้นคือ ‘หงุดหงิด’
‘จะรีบไปไหนนักหนา?’ คือคำถามที่กรุ่นอยู่ในใจ ภายใต้เปลือกที่ดูเหมือนจะอ่อนโยนของฉัน แฝงไว้ด้วยความไม่พอใจและความฉุนเฉียวที่ถูกเก็บกดเอาไว้
แม้เหตุการณ์เช่นนี้จะเกิดขึ้นบ่อยครั้งในสังคมเมืองที่แออัดไปด้วยผู้คนที่แข่งขันกันเพื่อจะได้มีชีวิตที่ดีขึ้น ตั้งแต่ตอนเช้าถึงเย็น ที่เราพยายามจะเอาชนะคนรอบข้าง เราแข่งกันกิน แข่งกันเดินทาง แข่งกันทำงาน แข่งกันมีชีวิต ทั้งที่รู้แต่ก็ยังอดรู้สึกหงุดหงิดไม่ได้ ฉันจึงพยายามสังเกตความรู้สึกนั้นและบอกตัวเองให้ใจเย็นลง พยายามนึกถึงความตั้งใจในสิ่งที่จะทำ แต่ความรู้สึกโกรธนั้นก็ไม่ได้หายไปจากใจเลยทีเดียว
นึกย้อนกลับไปเมื่อคืนวันก่อนหลังจากที่คุยกับเพื่อนเก่าผ่านโซเซียลมีเดีย ฉันหยิบเอาสมุดบันทึกเฟรนชิปที่เพื่อนๆ ครูบาอาจารย์เขียนไว้นานมาแล้วขึ้นมาเปิดอ่านด้วยความระลึกถึงมิตรภาพที่เกิดขึ้นในช่วงเวลานั้น หนึ่งในข้อความที่ประทับใจมากคือข้อความที่อาจารย์ที่ปรึกษาชั้นมัธยมศึกษาปีที่สามที่ฉันเคารพรักในช่วงนั้นท่านหนึ่ง เขียนฝากเอาไว้ว่า อาจารย์เป็นห่วง และหากมีปัญหาอะไร ให้กลับไปหาอาจารย์ได้เสมอ อาจารย์ยินดีที่จะช่วยเหลือ เพราะ “คนเราจะเกิดมาทำไม ถ้าไม่ใช่เกิดมาเพื่อ….ช่วยเหลือกัน”
หนึ่งในแรงผลักดันที่ทำให้ฉันตัดสินใจแวะไปธนาคารเลือดในวันนี้ ก็เพราะนึกถึงข้อความนี้ “คนเราจะเกิดมาทำไม ถ้าไม่ใช่เกิดมาเพื่อ….ช่วยเหลือกัน” แม้ว่าฉันจะไม่อาจรู้ว่าคนที่กำลังต้องการเลือดนั้นเป็นใครก็ตาม
เมื่อมาถึงธนาคารเลือด ผลการตรวจร่างกายปรากฏว่าความดันต่ำกว่าเกณฑ์ที่กำหนด (ความหงุดหงิดไม่ได้ช่วยทำให้การสูบฉีดของเลือดดีมากขึ้นสักหน่อย) ฉันจึงต้องนั่งดื่มน้ำประมาณหนึ่งลิตร ความดันจึงเพิ่มขึ้นมาอยู่ในระดับปลอดภัย ทว่าผลการตรวจเลือดบ่งบอกว่าวันนี้ฉันมีเม็ดเลือดแดงอยู่ในเกณฑ์ที่ต่ำกว่าปกติและไม่อาจจะให้เลือดได้
เป็นอีกครั้งหนึ่งที่ฉันต้องยอมรับความผิดหวังนั้น เพราะแม้ตั้งใจมากเท่าไหร่ แต่ก็ไม่อาจทำได้เพราะเหตุผลทางกายภาพ ใช่ว่าทุกครั้งที่อยากจะทำความดีแล้วจะทำได้ดังใจ
ขณะที่กำลังรับคำแนะนำจากพยาบาล และรอรับธาตุเหล็กเพื่อเพิ่มเม็ดเลือดแดง ชายคนหนึ่งก็เดินออกมาจากห้องบริจาคเลือด ที่แขนของเขามีพลาสเตอร์ปิดแผลเข็มปิดอยู่
ฉันตกใจกับความบังเอิญที่เห็นตรงหน้า เพราะชายคนที่บริจาคเลือดเสร็จเรียบร้อยนั้น คือชายคนที่เดินชนฉันก่อนขึ้นรถไฟนั่นเอง
😳😜🤗
“สาเหตุที่เราวิ่งแข่ง ไม่ใช่เพื่อการเอาชนะกัน แต่เพื่อที่เราจะวิ่งไปด้วยกัน” ฉันเคยอ่านข้อความนี้จากหนังสือ Born To Run – A Hidden Tribe, Superathletes, and the Greatest Race the World Has Never Seen โดย Christopher McDougall
ผู้คนที่ผ่านเข้ามาในชีวิต ที่เราเห็นเขาเป็นคู่แข่ง ไม่ว่าจะในโรงเรียน ในที่ทำงาน ในด้านธุรกิจ ในวิถีชีวิตประจำวัน บางทีเขาเหล่านั้นก็อาจไม่ได้ตั้งใจที่จะวิ่งไปบนถนนชีวิตเพื่อที่จะเอาชนะเรา เขาเพียงแค่วิ่งไปพร้อม ๆ กัน วิ่งไปเป็นเพื่อนกับเรา….ก็เท่านั้น
ชายคนนั้นก็เช่นกัน เขาเร่งรีบแย่งขึ้นรถไฟ ไม่ใช่เพื่อเอาชนะ แต่เพื่อรีบมาบริจาคเลือดให้คนอื่น และเขาก็เกิดมา ไม่ใช่เพื่อสิ่งใด แต่เพื่อช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน…
ฉันรู้สึกว่าความโกรธที่เกิดขึ้นเมื่อหนึ่งชั่วโมงกว่า ๆ ที่ผ่านมามลายหายไปสิ้น รู้สึกละอายใจแทนที่ไม่อาจทำตามที่หวังเอาไว้ แถมยังไปโกรธคนที่เขาเร่งรีบไปช่วยเหลือคนอื่นอีก…
หากยามใดที่เราคิดถึงแต่ ‘ตัวเอง’
ความเป็น ‘ฉัน’ จะ ‘ใหญ่ขึ้น’
แต่ในยามที่เราคิดถึง ‘คนอื่น’
ความเป็น ‘ฉัน’ จะ ‘ลดลง’
สวัสดียามเช้ากับบันทึกเตือนใจตนเองค่ะ

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s