พี่สาวที่แสนดี

36760340_1955100397857930_7695886352759390208_n.jpg

ฉันเกิดในหมู่บ้านบนภูเขาที่ห่างไกลผู้คน
แต่ละวันพ่อแม่ของฉันต้องพรวนดิน
ทำสวนทำไร่ท่ามกลางไอแดดที่ร้อนระอุ
ฉันมีน้องชายอยู่หนึ่งคนอายุน้อยกว่าฉัน 3 ปี
วันหนึ่งฉันขโมยเงินของพ่อเพื่อไปซื้อผ้าเช็ดหน้าที่เพื่อนๆ ของฉันมีกัน
พอพ่อรู้เรื่อง พ่อให้ฉันกับน้องคุกเข่าหันหน้าเข้าหากำแพง
โดยที่ในมือพ่อมีก้านไม่ไผ่อยู่หนึ่งก้าน
‘ใครขโมยเงินไป?’ พ่อตวาด…ฉันรู้สึกกลัวมาก
แต่ไม่กล้าพูดอะไรออกไป น้องชายฉันก็เช่นกัน
พ่อจึงเอ่ยขึ้นว่า ‘ก็ได้ ในเมื่อไม่มีคนรับสารภาพ ก็ต้องโดนลงโทษทั้งคู่นั่นล่ะ’
พ่อชูก้านไม้ไผ่ในมือขึ้น
ทันใดนั้น น้องชายของฉันก็ลุกขึ้นคว้าข้อมือของพ่อไว้….
แล้วพูดว่า ‘ผมขโมยเองครับ’

ก้านไม้ไผ่ก้านนั้นจึงกระหน่ำลงบนหลังของน้องชายอย่างต่อเนื่อง
เพราะพ่อโกรธมาก จึงตีน้องของฉันไม่หยุด
จนพ่อหอบด้วยความเหนื่อย
พ่อนั่งลงบนเก้าอี้ และด่าว่าน้องชายของฉัน ‘ของคนในบ้านแกเอง
แกยังขโมยได้ต่อไปแกจะทำชั่วอะไรอีกแกน่าจะโดนตีให้ตาย ไอ้หัวขโมย’
คืนนั้น ฉันกับแม่กอดน้องชายของฉันไว้
หลังของน้องมีแผลเต็มไปหมดแต่เขาไม่ได้ร้องไห้แม้แต่น้อย
กลางดึกคืนนั้น ฉันนอนร้องไห้เสียงดัง และนานมาก

น้องเอามือเล็กๆ ของเขามาปิดปากฉันไว้แล้วพูดว่า
‘พี่ครับ ไม่ต้องร้องไห้นะมันผ่านไปแล้ว’
ยังไงฉันก็อดที่จะเกลียดตัวเองไม่ได้
ที่ไม่มีความกล้าจะบอกความจริงกับพ่อในตอนนั้น
แต่เหมือนกับว่าเหตุการณ์มันเพิ่งเกิดเมื่อวานนี้เอง
แม้เวลาจะผ่านมานานเท่าใด
ฉันก็ไม่อาจลืมคำพูดของน้องชายตอนที่เขาปกป้องฉันได้เลย

ตอนนั้นน้องของฉันอายุ 8 ปี ส่วนฉันอายุ 11 ปี

เมื่อตอนที่น้องชายของฉันใกล้จบชั้นมัธยมต้น
เขาได้รับการตอบรับจากโรงเรียนมัธยมปลาย ว่าเขาสอบได้
ในขณะที่ฉันซึ่งใกล้จบมัธยมปลาย
ก็ได้รับการตอบรับจากมหาวิทยาลัยของจังหวัดเช่นกัน
คืนนั้น…พ่อนั่งสูบบุหรี่อยู่ที่สวนหลังบ้าน
ฉันแอบได้ยินพ่อพูดว่า ‘ลูกเราทั้งคู่เรียนดีเรียนดีมากนะ’
แม่ซึ่งนั่งเช็ดน้ำตาอยู่ข้างๆ พ่อ พูดออกมา
‘แล้วเราจะส่งเสียลูกทั้งคู่ได้อย่างไร ในเมื่อเราก็ไม่ค่อยมีเงิน’
ทันใดนั้น น้องชายของฉันได้เดินเข้าไปหาพ่อ แล้วพูดว่า
‘ผมไม่ต้องการเรียนต่อ ผมเรียนมามากพอแล้ว’
พ่อเหวี่ยงมือตบลงที่แก้มของน้องของฉันฉาดใหญ่
‘ทำไมถึงคิดโง่ๆ อย่างนี้ ต่อให้พ่อต้องไปเป็นขอทานข้างถนน
พ่อก็จะส่งแกทั้งคู่เรียนจนจบให้ได้’

คืนนั้นทั้งคืน พ่อได้เดินไปตามบ้านต่างๆ ทั่วทั้งหมู่บ้าน….
เพื่อขอยืมเงิน
ฉันค่อยๆ เอามือประคบแก้มบวมๆ ของน้องชายเบาๆ
และคิดว่าต้องให้น้องได้เรียนต่อ
ไม่เช่นนั้นเขาคงไม่อาจหลุดพ้นชีวิตลำบากเช่นนี้ไปได้
แต่ในขณะเดียวกันฉันก็ไม่อาจล้มเลิกความคิดที่อยากจะเรียนต่อไปได้

ใครจะรู้ว่า รุ่งเช้าวันต่อมา น้องชายของฉันได้ออกจากบ้านไปตั้งแต่เช้ามืด
พร้อมเสื้อผ้าติดตัวเพียงไม่กี่ชิ้น และถั่วเพียงเล็กน้อยเพื่อประทังความหิว
ก่อนไปเขาได้ทิ้งข้อความไว้ข้างหมอนของฉัน ขณะฉันกำลังหลับไหลว่า
‘ พี่ครับ การจะเข้ามหาวิทยาลัยได้ไม่ใช่ง่ายๆนะ
ผมจะไปหางานทำ…แล้วจะส่งเงินมาให้พี่’
ฉันนั่งอยู่บนเตียง อ่านข้อความของน้องชายด้วยน้ำตานองหน้า
ฉันร้องไห้จนเสียงแหบแห้งไป

ตอนนั้นน้องของฉันอายุ 17 ปี ส่วนฉันอายุ 20 ปี

ด้วยเงินที่พ่อยืมมาจากคนในหมู่บ้าน
รวมกับเงินที่น้องชายได้รับเป็นค่าจ้างมา
จากการทำงานเป็นกรรมกรแบกหามที่ไซท์ก่อสร้างท่าเรือ
ฉันจึงสามารถเข้าเรียนมหาวิทยาลัยได้จนถึงปี 3
วันหนึ่งขณะที่ฉันกำลังอ่านหนังสืออยู่ในห้องพัก
เพื่อนร่วมห้องของฉันได้เข้ามาบอกว่า
‘มีเพื่อนบ้านมาหาเธอ…อยู่ข้างนอกแน่ะ’
ทำไมเพื่อนบ้านถึงมาหาฉันล่ะ
ฉันเดินออกไปแล้วมองเห็นน้องชายยืนอยู่
เห็นตัวของเขาเปรอะเปื้อนไปด้วยฝุ่นปูนและทรายจากงานก่อสร้าง
ฉันถามเขาว่า ‘ทำไมไม่บอกเพื่อนพี่ไปว่าเป็นน้องชายพี่ล่ะ’
น้องชายของฉันตอบยิ้มๆว่า ‘ก็ดูผมสิ สกปรกมอมแมมออกอย่างนี้…
ขืนบอกว่าเป็นน้องพี่เพื่อนๆ จะได้หัวเราะเยาะพี่กันพอดี’

ฉันค่อยๆ เอื้อมมืออันสั่นเทาไปปัดฝุ่น
ให้น้องและพยายามพูดด้วยเสียงเครือๆ ในลำคอ
‘พี่ไม่สนใจว่าใครจะพูดยังไง เธอเป็นน้องของพี่
ไม่ว่าเธอจะเป็นอย่างไรก็ตาม’
จากนั้น น้องของฉันได้ล้วงบางอย่างออกมาจากกระเป๋ากางเกง
เป็นกิ๊บหนีบผมรูปผีเสื้อ
เขาติดกิ๊บให้ฉัน แล้วพูดว่า ‘ผมเห็นสาวๆ ในเมืองเค้าติดกัน
ผมเลยอยากให้พี่ติดบ้าง’
ฉันหมดเรี่ยวแรงลงในทันใดดึงน้องชายเข้ามาสวมกอด
และร้องไห้ซ้ำแล้วซ้ำเล่าเป็นเวลานาน

ตอนนั้นน้องของฉันอายุ 20 ปี ส่วนฉันอายุ 23 ปี

หลังจากนั้น ฉันก็ได้แต่งงานและย้ายเข้าไปอยู่ในเมือง
หลายครั้งที่สามีของฉันชักชวนให้พ่อแม่ของฉันย้ายเข้ามาอยู่ในเมืองด้วยกัน…
แต่ท่านทั้งสองก็ปฏิเสธท่านบอกว่า
ท่านเคยย้ายออกจากหมู่บ้านครั้งหนึ่ง แต่เมื่อออกไปแล้ว
ท่านไม่รู้จะทำอะไรดี จึงได้ย้ายกลับเข้ามาใช้ชีวิตในหมู่บ้านตามเดิม
น้องชายก็ไม่เห็นด้วยกับการที่จะให้เขาและพ่อแม่ย้ายออกไป…
เขาบอกกับฉันว่า ‘พี่คอยอยู่ดูแลพ่อและแม่ของสามีพี่ทางนั้นเถอะ
ผมจะดูแลพ่อและแม่ทางนี้เอง’

สามีฉันได้ขึ้นเป็นประธานของบริษัทของครอบครัว
เราทั้งคู่อยากให้น้องชายของฉันเข้ามารับตำแหน่งผู้จัดการบริษัท
แต่น้องชายของฉันก็ไม่รับตำแหน่งนี้
เขาขอเข้าทำงานในตำแหน่งพนักงานธรรมดา
วันหนึ่ง น้องชายของฉันต้องปีนบันไดขึ้นไปซ่อมสายเคเบิล
แล้วบังเอิญตกลงมา เพราะโดนไฟดูด เขาถูกหามส่งห้องฉุกเฉิน
ฉันและสามีรีบไปเยี่ยมเขาที่โรงพยาบาล
น้องชายของฉันขาหักต้องเข้าเฝือกที่ขา…
ฉันโกรธมาก จึงตวาดน้องไปว่า ‘ทำไมถึงไม่ยอมรับตำแหน่งผู้จัดการ
ถ้าเป็นผู้จัดการก็จะได้ไม่ต้องมาทำงานเสี่ยงๆ อย่างนี้
ดูตัวเองซิ เจ็บเจียนตายอยู่แล้ว ทำไมถึงไม่ยอมฟังพี่บ้าง’

คำตอบจากปากน้องของฉัน
รวมถึงสีหน้าเคร่งเครียดยังยืนยันความคิดเดิมของเขา
‘พี่ลองคิดถึงพี่เขยสิครับ พี่เขยเพิ่งจะได้เป็นประธาน
ส่วนผม มีการศึกษาต่ำ ถ้าผมได้เป็นผู้จัดการ
คงจะมีเสียงนินทาว่าร้ายเต็มไปหมด’
น้ำตาปริ่มดวงตาของฉัน รวมทั้งสามีของฉันด้วย
ฉันบอกกับน้องว่า ‘แต่ที่เธอไม่ได้เรียนต่อก็เพราะพี่’
‘ทำไมต้องพูดถึงเรื่องที่ผ่านไปแล้วด้วยล่ะครับ’
น้องชายของฉันพูดพร้อมจับมือฉันไว้

ตอนนั้นน้องของฉันอายุ 26 ปี ส่วนฉันอายุ 29 ปี

เมื่อน้องชายของฉันอายุได้ 30 ปี
เขาได้แต่งงานกับผู้หญิงในที่ทำงานที่เดียวกัน
ในงานแต่งงาน ประธานในงานได้ถามน้องชายของฉันว่า
‘ใครคือคนที่คุณรักที่สุดในชีวิตนี้’
น้องชายของฉันตอบอย่างไม่ลังเล ‘พี่สาวของผมครับ’

และเขาก็เล่าเรื่องราวที่แม้แต่ฉันยังจำไม่ได้ว่า
‘ตอนผมอยู่โรงเรียนประถมโรงเรียนอยู่อีกหมู่บ้านหนึ่ง
เราสองคนพี่น้องต้องใช้เวลาถึงสองชั่วโมงเพื่อเดินไปเรียน
และเดินกลับบ้าน วันหนึ่งในวันที่หิมะตกหนัก
ผมทำถุงมือหายไปข้างหนึ่ง พี่สาวผมจึงได้ให้ถุงมือของเธอข้างหนึ่ง
และเธอก็ใส่ถุงมือเพียงข้างเดียวเดินเป็นระยะทางไกล
เมื่อเรากลับถึงบ้าน มือเธอบวมแดงเพราะอากาศเย็นจัด
เธอแทบไม่สามารถจับช้อนทานข้าวได้ด้วยซ้ำ
นับจากวันนั้นผมสาบานกับตัวเอง
ว่าตลอดชีวิตของผม
ผมจะดูแลพี่สาวของผมให้ดีที่สุด และจะทำดีกับเธอเสมอ’

เสียงปรบมือดังกึกก้องไปทั่ว
สายตาทุกคู่ของแขกเหรื่อหันมาจับจ้องที่ฉัน
คำพูดจากปากฉันออกมาอย่างยากลำบาก
‘ในโลกใบนี้ คนคนเดียวที่ฉันรู้สึกขอบคุณที่สุด
คือน้องชายของฉันค่ะ’

ในช่วงเวลาแห่งความสุขที่สุดเช่นนี้
น้ำตาก็รินไหลออกมาจากสองตาของฉันอีกครั้ง

❤️❣️💕💓💞

การได้รักและห่วงใยคนที่เรารักในทุกๆ วันของชีวิต
ถือเป็นความโชคดียิ่ง
รักแท้คือการเสียสละ
และคิดถึงคนที่เรารักก่อนตัวเอง
ไม่ว่าสิ่งที่ทำให้จะเล็กน้อยสักแค่ไหนก็ตาม
แต่ความหมายนั้นยิ่งใหญ่สำหรับคนรับเสมอ

มีความสุขวันที่เราได้ทำสิ่งที่ดีเพื่อคนที่เรารักค่ะ

(พี่สาวที่แสนดี เรียบเรียงมาจาก The ultimate sisterhood
https://m.facebook.com/InspiredLifePage/video_grid/?playlist_id=162921364330910)

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s