สมการการอดออม

29595431_1835532433148061_6775252001327683667_n.jpg
หลายปีมาแล้วที่ได้รับเอาแนวคิดเรื่อง Jars money management system หรือการบริหารเงินในแบบกระปุกมาใช้กับตัวเอง หลังจากได้เข้ารับการอบรมสัมมนาเรื่องการจัดการด้านการเงิน โดยนักพูดนักเขียนด้านการเงินการลงทุนชื่อดัง ฮาร์ฟ เอ็คเคอร์ T. Harv Eker เมื่อเขาจัดสัมมนาที่สิงคโปร์ จึงอยากจะนำเอาวิธีที่ได้เรียนรู้มาแบ่งปันค่ะ
วิธีการจัดการด้านการเงินแบบง่ายๆ และมีประสิทธิภาพสูงที่ว่านั้นก็คือให้เราคิดว่าพอได้เงินเดือนมาเราจะเอาแบ่งใส่ไว้ในกระปุกที่มีวัตถุประสงค์ที่ต่างกันแล้วใช้เงินตามนั้น ซึ่งในความเป็นจริงเราอาจแยกรายได้ของเราไว้ใน 6 บัญชีต่างกันตามสัดส่วนของรายได้ดังนี้
1. บัญชีเพื่ออิสรภาพทางการเงิน 10%
2. บัญชีออมทรัพย์ระยะยาว 10%
3. บัญชีเพื่อการเรียนรู้ 10%
4. บัญชีค่าใช้จ่ายที่จำเป็น 50%
5. บัญชีเพื่อการผ่อนคลาย 10%
6. บัญชีสำหรับการให้ 10%
รายได้หรือเงินเดือนในที่นี้ยังไม่รวมโบนัสหรือเงินปันผลนะคะ โบนัสอาจเก็บไว้เป็นเงินสำรองในวันฝนตกก็ได้ หรืออาจใช้เสริมในส่วนที่เกินในบางบัญชี หรือใช้ในการลงทุนที่มีอัตราเสี่ยงสูงขึ้นได้
บัญชีเพื่ออิสรภาพทางการเงิน – บัญชีนี้จะไม่มีการนำมาใช้จ่ายเลย เงินในบัญชีนี้ควรเป็นบัญชีฝากประจำเท่านั้น ดอกเบี้ยจากเงินในบัญชีนี้ควรใช้สมทบเป็นต้นทุนให้งอกเงยต่อไป ไม่มีการถอนมาใช้ ให้เปรียบเงินในบัญชีนี้เหมือนแม่ห่านที่ออกไข่ทองคำ ถ้าเราใช้เงินในบัญชีนี้ก็เหมือนเป็นการฆ่าแม่ห่านที่จะออกไข่ทองคำ ถ้าเราเปรียบดอกเบี้ยที่ได้รับเป็นเหมือนลูกห่านที่รอวันเติบโตเป็นแม่ห่าน ในวันข้างหน้าเราก็จะมีแม่ห่านที่จะออกไข่ทองคำให้เราได้มากขึ้น บัญชีนี้จะได้ดอกเบี้ยทบต้น
บัญชีออมทรัพย์ระยะยาว – ในบัญชีนี้ออมไว้สำหรับค่าใช้จ่ายที่เป็นก้อนโตๆ เช่นดาวน์บ้าน ดาวน์รถ ค่าเล่าเรียนของลูกในวันข้างหน้า หรือเก็บไว้ใช้ในยามฉุกเฉิน หากไม่มีเหตุดังกล่าวบัญชีนี้จะไม่ถูกแตะต้องเลย
บัญชีเพื่อการเรียนรู้ – สำหรับการเพิ่มความรู้ให้กับตัวเอง เช่นการซื้อหนังสือ การไปฟังการสัมมนา การเข้าร่วมกิจกรรมที่เป็นการพัฒนาความรู้ ความสามารถ ความคิด ฯลฯ เพราะเราทุกคนต้องเรียนรู้เพื่อการปรับตัวให้เข้ากับสภาพการเปลี่ยนแปลงที่มีอยู่อย่างต่อเนื่อง เราต้องสร้างความมั่นใจให้ตัวเองด้วยการเรียนรู้และลองทำดู ถ้าเราไม่พัฒนาตัวเรา เราจะตามไม่ทันโลกในที่สุด เบนจามิน แฟรงค์คลิน รัฐบุรุษผู้ยิ่งใหญ่แห่งสหรัฐอเมริกาเคยกล่าวเอาไว้ว่า “หากคุณคิดว่าการศึกษาเรียนรู้เป็นสิ่งที่แพงเกินไป ก็ลองไม่ใส่ใจมันดูสิ” (แล้วคุณจะรู้ว่าค่าของความรู้เท่าไม่ถึงการณ์นั้นมันแพงสักเท่าใด)
บัญชีค่าใช้จ่ายที่จำเป็น – เงินก้อนนี้ใช้สำหรับค่าใช้จ่ายประจำวันค่ะ เช่นค่าผ่อนบ้าน เงินเดือนพ่อแม่ ค่าโทรศัพท์ ค่าน้ำ ค่าไฟ เสื้อผ้า อาหาร ค่าเดินทาง ค่าแต่งตัว ฯลฯ หาก 50% นี้ไม่เพียงพอต่อค่าใช้จ่ายของเรา มีวิธีเดียวที่จะทำได้คือปรับแผนการใช้ชีวิตใหม่ คุยกับตัวเองให้มากขึ้น รู้จักตัวเองให้มากขึ้น หากขับรถก็คงต้องลองใช้บริการขนส่งอื่นๆ เช่นรถไฟ รถบัส รถแท็กซี่ อาจต้องกินข้าวในร้านอาหารน้อยลง อาจจะต้องใส่กางเกงยีนส์ลีวาย แทนที่จะซื้อของอามานี่ อาจใช้กระเป๋าแบรนด์ไทยที่อ่านชื่อได้ชัดเจนแทนที่จะใช้แต่คุณหลุยส์ อาจช้อปปิ้งน้อยลง
ช่วงแรกเราอาจรู้สึกอึดอัดกับการจัดขอบเขตการใช้จ่ายของตัวเอง แต่เชื่อเถอะค่ะมนุษย์เรามีพรสวรรค์ในการปรับตัวเพื่อความอยู่รอดเสมอ เมื่อเวลาผ่านไปเราจะรู้สึกว่าการใช้ชีวิตที่เรียบง่ายมันไม่ได้ยากลำบากอย่างที่คิด ถ้าเรามีจุดมุ่งหมายในชีวิตที่ชัดเจน คิดเสียว่ายังไงสิ่งที่เราอยากได้ มันก็จะไม่มีวันสิ้นสุด
แต่ถ้ายังจ่ายไม่หมดเงินส่วนนี้ก็สามารถเอาไปเก็บเพื่อลงทุนอื่นๆได้
บัญชีเพื่อการผ่อนคลาย – บัญชีนี้เราควรจ่ายให้หมดทุกเดือนหรืออาจทุก 3 เดือน ไม่ควรเก็บไว้เพราะมันเป็นเงินก้อนที่ต้องจ่ายเพื่อความสุขเล็กๆน้อยๆ เป็นการให้รางวัลชีวิต มันจะทำให้เรารู้สึกดีที่มีเงินใช้จ่าย เป็นกำลังใจให้เราทำงานต่อไป เราไม่ควรรู้สึกเสียดายที่จะใช้เงินก้อนนี้ ใช้เงินก้อนนี้ทำในสิ่งที่เราอยากทำเช่นไปเที่ยวพักร้อนกับครอบครัว ไปสปา ไปทานอาหารมื้อหรูกับคนที่เรารัก ซื้อของใช้ส่วนตัวที่อยากได้มานานเช่น โทรศัพท์มือถือรุ่นใหม่ กล้องถ่ายรูป ฯลฯ
บัญชีสำหรับการให้ – สำหรับการบริจาคทั่วไป ทำบุญ ช่วยเหลือผู้ที่ด้อยโอกาสกว่าเรา ให้ผู้ใหญ่ที่เคารพนับถือไว้ใช้ การให้ถือเป็นสิ่งสำคัญ เพราะมันทำให้เรารู้สึกดีที่มีโอกาสเป็นผู้ให้ ช่วยให้ชีวิตเรามีค่ามีความหมายมากขึ้น
โปรดสังเกตลำดับการจัดเงินใส่บัญชีนะคะ เงินเก็บสำหรับตัวเองจะมาก่อน (pay yourself first!) เพราะเราจะต้องจ่ายให้ตัวเองก่อนเสมอ
สมการ เงินเก็บ = รายได้ – รายจ่าย นั้นมักไม่ได้ผล เพราะส่วนใหญ่มันจะไม่เหลือให้เก็บดั่งที่ตั้งใจเอาไว้ ดังนั้นสิ่งแรกที่จะต้องทำในทุกๆเดือนเมื่อเงินเดือนออกก็คือเก็บก่อนแล้วจ่ายที่เหลือ
ถ้าอยากรู้ว่าตอนนี้เราควรจะเก็บเงินได้เท่าไหร่จึงจะอยู่ในระดับที่ว่าใช้ได้ คุณเดิมพัน อยู่วิทยาแนะนำสูตรเอาไว้คือ
รายได้ต่อปี / 10 x อายุ = เงินเก็บที่ควรจะมี
สมมติว่ามีรายได้ต่อปีปีละ 1,000,000 บาท ขณะนี้อายุ 40 ปี คนคนนี้คงจะมีเงินเก็บ 4,000,000 บาท
(แต่หากยังไม่มีมากมายตามนี้ก็ไม่ต้องตกใจค่ะ เพราะเราอยู่ในกลุ่มคนหมู่ใหญ่ 90% มีเงินเก็บไม่ถึงตามสูตรนี้ค่ะ
วิธีการจัดการด้านการเงินวิธีนี้ใช้ได้ผลดีกับตัวเองมาตลอดระยะเวลาหลายปีที่มาอยู่ที่นี่ อาจเป็นเพราะค่าครองชีพของที่นี่ต่ำกว่าที่เมืองไทยก็เป็นได้ ดังนั้นลองคำนวนดูนะคะว่าจะสามารถใช้วิธีนี้ได้หรือเปล่า อีกอย่างหนึ่งที่จะทำให้วิธีนี้มีประสิทธิภาพคือความมีระเบียบวินัยในตัวเอง สำคัญอย่างยิ่ง ต้องทำจนเป็นนิสัย ไม่ว่าจะเงินเดือนมากหรือน้อยก็ลองใช้ได้ และหากทำได้เมื่ออายุยังน้อยจะยิ่งดีค่ะ
ที่ผ่านมาวิธีการบริหารเงินแบบนี้นอกจากจะช่วยให้รู้สึกมีความมั่นคงด้านการเงินแล้ว และยังช่วยให้สามารถดำรงชีวิตแบบมีชีวิตได้เพราะวิธีนี้ครอบคลุมทุกส่วนของการเป็นอยู่ในสังคมของเรา
สุขสันต์วันที่เราทำมาหากิน เก็บออมด้วยความสุจริตใจค่ะ

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s