เรายังจำเขาได้…ก็พอแล้ว

27867433_1788956881138950_5805733126508633282_n.jpg
ปลายปีก่อนฉันได้รับข้อความบอกกล่าวถึงเหตุการณ์ร้ายแรงที่เกิดขึ้นกับเพื่อนร่วมงานคนหนึ่ง เขาล้มทั้งยืนหลังจากออกจากห้องประชุมที่เคร่งเครียด ด้วยอาการเส้นเลือดแตกในสมอง เขาถูกนำส่งโรงพยาบาล เพื่อนร่วมงานมากมายผลัดกันไปเยี่ยมเยียนเขาที่โรงพยาบาลเพื่อให้กำลังใจเขาและครอบครัว
หลังจากการผ่าตัด ปรากฏว่าร่างกายซีกขวาของเขาไม่ทำงาน จากคนที่กระฉับกระเฉง ทำงานหนักโดยไม่เคยคิดถึงความสบายส่วนตัว งานมาก่อนเสมอสำหรับเขา จากคนที่เป็นหัวหน้าทีม เป็นที่นึกถึงของทุกคนที่ทำงาน เป็นหัวหน้าครอบครัว เป็นพึ่งของทุกคนในบ้าน เขากลับต้องมานอนแน่นิ่งอยู่บนเตียงขยับไม่ได้ ช่วยเหลือตัวเองก็ไม่ได้
โปรเจคล่าสุดที่เราทำด้วยกัน ฉันรู้ว่าเขาทุ่มเทให้ทีมงานมากกว่าร้อย หากไม่มีเขา ฉันก็ไม่แน่ใจว่าเราจะนำโปรเจคให้ปิดตัวลงด้วยความสำเร็จแบบนี้ไหม
ทุกครั้งที่ไปยืนข้างเตียง ฉันพยายามคุยกับเขา จับมือเขา ให้ความหวัง ให้กำลังใจเขา บ่อยครั้งที่ฉันมองเห็นสายตาแห่งความหงุดหงิด สับสน ทดท้อ ของเขา บ่อยครั้งที่เขาโวยวายจนเราต่างไม่กล้าไปเยี่ยมเขาตามลำพังอีก เพื่อน ๆ จะนัดกันไปเป็นกลุ่มทุกครั้ง
จนกระทั่งเขาออกจากโรงพยาบาล ไปพักฟื้นและทำกายภาพบำบัดอยู่ที่บ้าน เราได้รับคำบอกเล่าว่าที่จริงแล้วเขาจำอะไรไม่ได้เลย ห้วงหนึ่งในความคิดฉันรู้สึกว่าการที่เขาจำอะไรไม่ได้นั้นเป็นสิ่งที่ดีที่เกิดขึ้น เพราะไม่อย่างนั้นเขาอาจเจ็บปวดมากก็ได้ที่ตอนนี้เขาต้องเริ่มหัดทุกอย่างใหม่หมด เริ่มหัดพูด หัดเดิน หัดอ่าน หัดเขียน หัดจำ
ร่างกายเขาดูแข็งแรงขึ้น แต่ภายในแล้วฉันก็ไม่อาจรู้เลยว่าเขารู้สึกเลวร้ายแค่ไหน เพราะเขายังถ่ายทอดความรู้สึกจริงๆ ไม่ได้ นอกจากบางครั้งสายตาเขาดูยิ้ม บางครั้งดูหงุดหงิด
เราต่างผลัดกันไปเยี่ยมเขาที่บ้านประมาณเดือนละสองครั้ง เราต้องแนะนำตัวกันทุกครั้งที่ไปเยี่ยมเพราะเขายังจำเราไม่ได้ บทสนทนาส่วนใหญ่คือให้เขาพยายามจำชื่อของแต่ละคนที่ไปเยี่ยม นอกจากคนในครอบครัวเขามีคนรับใช้คอยดูแลอีกหนึ่งคน แต่ทว่าตลอดเวลาที่ผ่านมา เขามีลูกน้องที่สนิทกันมากสองสามคนที่แวะเวียนไปช่วยเหลือครอบครัวและเยี่ยมเยียนเขาแทบทุกวัน
ก่อนตรุษจีนสัปดาห์ก่อน เราเอาขนมและอั่งเปาไปสวัสดีปีใหม่เขาที่บ้าน เราไปเจอลูกน้องคนหนึ่งของเขา ฉันถามลูกน้องเขาว่า “มาบ่อยๆ แบบนี้เขาจำคุณได้รึยัง?” ลูกน้องของเขาส่ายหัว แล้วบอกว่า “ไม่เป็นไร แค่เราจำเขาได้…ก็พอแล้ว”
นั่นสินะ… ไม่ว่าเขาจะจำเราได้รึเปล่าก็ไม่เห็นเป็นไร แค่เราจำเขาได้ ว่าเขาเป็นคนดีแค่ไหน ก็พอแล้ว
ในเมืองที่ผลสำรวจชี้ชัดว่าคนในเมืองนี้ไร้อารมณ์ความรู้สึก ไม่มีความสุข ฉันกลับมองเห็นความรักความห่วงใยโดยไม่มีเงื่อนไขระหว่างเพื่อนแทรกตัวอยู่
ฉันเดินออกจากบ้านเพื่อนมาด้วยความรู้สึกที่หนักอึ้ง ไม่กี่เดือนก่อนหน้านี้เรายังทำงานในทีมเดียวกันอย่างสนุกสนานอยู่เลย…
แค่เพียงชั่วกระพริบตา
ทุกอย่างก็เปลี่ยนไปแล้ว
อภัยให้มาก
รักให้หมดใจ
เพราะเราไม่มีทางรู้เลยว่า
เราจะมีโอกาสที่จะได้ทำเช่นนี้อีกหรือไม่
ฉันมองหน้าคนข้างกายที่อุตส่าห์ขับรถไปรับฉันกลับบ้าน…เนิ่นนาน…
เป็นกำลังใจให้กันและกันทำให้ดีที่สุดในทุกวันค่ะ

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s