3 ตำรับยาเพื่อชีวิตที่เป็นสุข (ต่อ)

30412145_1846419042059400_4567604832038289408_o-2

แปลและเรียบเรียงจากหนังสือ Three Prescriptions for Happiness ของ Ken Keyes, Jr.

ตำรับยาเพิ่มความสุข ตำรับที่ 2 – ยอมรับในทุกสิ่งที่เกิดขึ้นในขณะนี้

ตำรับยานี้สามารถใช้ได้ทุกขณะที่ต้องการ ตำรับยานี้อาจเป็นตำรับที่ยากเย็นทีสุดในทั้ง 3 ตำรับที่กล่าวมา ยอมรับในทุกสิ่งที่เกิดขึ้น อาจหมายถึงว่าเราจะต้องเรียนรู้ที่จะรับ สิ่งที่รับไม่ได้ เราอาจจะต้องให้อภัย ในสิ่งที่ให้อภัยได้ยากเหลือเกิน เราอาจจะต้องรัก คนหรือสิ่งที่ไม่เคยคิดว่าจะรักได้

มันหมายถึงว่าเราจะต้องบอกกับจิตของเราว่าสิ่งที่ดูเหมือนจะเป็นหายนะภัยตรงหน้านี้ไม่ได้ร้ายแรงอย่างที่คิด มีผู้คนมากมายที่ยอมรับในสิ่งที่ทำให้เราไม่มีความสุขนี้ได้ หากเขาเหล่านั้นทำได้ เราก็ทำได้เช่นกัน

ในยามที่เหตุการณ์ที่ไม่พึงปรารถนาเกิดขึ้น เราจะสังเกตได้ว่าความทุกข์ที่มีเกิดจากการที่เราพยายามต้านทานขัดขืน การที่เราพยายามเรียกร้อง ต่อสู้ นั่นต่างหากที่ทำให้ใจเราไร้สุข มันไม่ใช่อะไรก็ตามที่เกิดขึ้นที่ทำให้เราทุกข์ทนอย่างนี้ มันคือการเรียกร้องของอารมณ์ที่ทำให้เราจมอยู่ในความทุกข์ ลองเขียนรายการสิ่งที่ทำให้เราทนไม่ได้ในปีนี้และปีที่ผ่านมาลงในแผ่นกระดาษ สิ่งที่เราแทบจะทนไม่ได้ในขณะนั้น มาถึงวันนี้เราอาจรับมันได้แล้ว เพราะอารมณ์เราเยือกเย็นลง และบางอย่างเราอาจเรียนรู้ทีจะรับมันได้แล้วในขณะนี้ นี่เรียกว่าการพัฒนา และแน่นอนว่าเรายังสามารถนำตัวเองให้พัฒนาไปได้ไกลมากกว่านี้

ปัญหาต่างๆในชีวิตของเราไม่อาจแก้ไขด้วยวิธีง่ายๆแบบที่ว่าหากไม่สู้ก็ต้องถอยอีกต่อไป การที่จะค้นหาทางออกของปัญหานั้นเราต้องการการพิจารณาไตร่ตรองให้กระจ่างด้วยเวลาที่เหมาะสม ให้จำเอาไว้ว่าอารมณ์ที่เรียกร้องนั่นแหละคือต้นเหตุของความทุกข์ของเรา ศาสตร์แห่งความสุขหมายถึงการเรียนรู้ที่จะอยู่กับ ที่จะเล่นกับ และที่จะทำงานร่วมกับตัวละครหลากหลายที่เรานำเข้ามาสู่ชีวิตของเรา การหลีกหนีจะไม่ช่วยอะไรได้เลย การตั้งหน้าจะจู่โจมมันก็ไม่ช่วยอะไรเลยเช่นกัน การยอมรับทางอารมณ์ และการอดทนกับสถานการณ์นั้นๆต่างหากจะเป็นทางออกที่ดีที่สุด ความทุกข์ที่เกิดขึ้นนั้นส่วนใหญ่เกิดจากจิตที่ต่อต้านสิ่งที่เกิดขึ้น เราไม่จำเป็นที่จะโต้ตอบต่อต้านมัน ยอมรับและปล่อยให้มันเกิด เราสามารถเรียนรู้ที่จะให้อภัยทั้งตัวเองและผู้อื่น

การยอมรับอาจหมายถึงการที่เราใส่ใจในสิ่งที่เรามีอยู่แล้ว และเลิกกังวลในสิ่งที่เราไม่มี เรามักจะปล่อยปละละเลยไม่ให้ตัวเราได้สัมผัสกับคำว่าพอเพียง เพราะจิตใจเราหมกมุ่นอยู่แต่ในสิ่งที่เราายังไม่มี เราไม่ได้ปล่อยโอกาสให้ตัวเองได้สัมผัสกับความรื่นรมย์ในสิ่งที่เรามี ณ ที่นี่ ณ เวลานี้ และในชีวิตนี้

มันช่างน่าขันในสิ่งที่เราทำกับตัวเอง เรามีมากมายเหลือเฟือ แต่เราไม่รู้จักค่าของมัน เราใส่เงื่อนไขของการมีความสุขกับสิ่งที่เราไม่มี หรือไม่ใส่ใจกับสิ่งที่เรามีอยู่แล้วเสียเลย เรามีอากาศพอที่จะหายใจไหม? เรามีน้ำ มีอาหาร มีที่อยู่อาศัยอยู่แล้วหรือไม่? นอกเหนือจากสิ่งเหล่านี้แล้วทำไมเรายังอยากเรียกร้องและปล่อยให้ความสุขที่มีอยู่แล้วถูกทำลายไปด้วยน้ำมือของเราเอง แล้วจะอีกนานไหมที่เราจะปล่อยให้จิตที่ไม่ได้รับการฝึกฝนทำลายความสุขของเราเองไปอย่างนี้ เมื่อใดก็ตามที่เราปล่อยให้จิตใจไขว้เขว กระหายอยู่ในสิ่งที่เราไม่มี เราจะยังคงไม่มีความสุขแบบนี้เรื่อยไป เมื่อใดก็ตามที่เราชักนำจิตใจให้สัมผัส มองเห็น ชื่นชม ความงดงามในสิ่งที่เรามี จะไม่มีวันใดที่เราจะไม่มีความสุขเลย เรามีทางเลือกเสมอว่าเราจะดำเนินชีวิตอยางไรดี

ยอมรับในทุกสิ่งที่เกิดขึ้น ไม่ได้หมายความว่าเราจะต้องชอบในสิ่งที่เกิดขึ้น มันไม่ได้หมายความว่าเราจะหยุดที่จะเปลี่ยนแปลงสิ่งที่เกิดขึ้นเพื่อสิ่งที่ดีกว่าเก่า และมันไม่ได้หมายความว่าเราจะคิดว่าสิ่งที่เกิดขึ้นนั้นถูกต้องแล้ว ยอมรับในทุกสิ่งที่เกิดขึ้น อาจหมายถึง เราจะหยุดกลัว หยุดโกรธ หยุดเศร้าโศก หยุดกังวล และหยุดภาวะการไร้สุข เราอาจปรารถนาให้สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นไปดีกว่านี้ แต่ไม่ต้องเรียกร้องโวยวาย เราจะเปลี่ยนแต่อารมณ์ภายในตัวเราเอง

สมสติว่าเราโกรธใครสักคน เราจะพยายามยึดติดกับความรู้สึกโกรธเพราะเราเชื่อว่าหากเราหยุดโกรธ มันจะทำให้เขาหรือเธอคนนั้นถูกขึ้นมาใช่ไหม? บางทีเราอาจต้องฝึกให้ใจเรายึดติดในสิ่งที่เรารู้สึกดีโดยไม่สร้างความโกรธขึ้นมาในจิตใจ เราจะพยายามยึดติดกับความรู้สึกหงุดหงิด และเศร้าหมอง เพราะเราอายที่จะปล่อยมันไปใช่ไหม? ลองคำนึงถึงความเคร่งเครียด ตึงเครียดที่เราสร้างขึ้นต่อร่างกายและจิตใจ ผ่อนคลายเสียบ้างเพื่อตัวเราเองจะดีไหม? ในบางครั้งคนอื่นอาจมีความเห็นที่ต่างกับเรา ก็ยอมรับในความต่างนั้นเสีย ไม่ต้องพยายามที่จะกลี้ยกล่อมให้เขาเห็นตามเราแม้ว่าเราจะถูกก็ตาม การยอมรับหรือการปล่อยวางนี้เป็นการยอมรับภายในที่ไม่ใช่การถูกบังคับให้ปล่อยวางจากภายนอก การปล่อยวางของจิตไม่ได้เกิดจากการยอมแพ้ มันเป็นทางเลือกที่ฉลาด มันเกิดจากความกระจ่างแจ้ง หาใช่ความกลัว มันเป็นการตัดสินใจที่ฉลาดที่เราจะปล่อยให้ชีวิตของตัวเองได้มีความสุข มันเป็นทักษะที่ต้องฝึกฝนและไม่ใช่สิ่งที่ได้มาโดยง่าย

การปล่อยวางของจิต ต่างกันกับ การพ่ายแพ้ การยอม การสูญเสียเรี่ยวแรง การไร้ประสิทธิภาพ และ การสูญเสียความเป็นตัวของตัวเองอย่างสิ้นเชิง ลองสังเกตุในยามที่เราพ่ายแพ้ เราไม่ได้ปล่อยวางจริงๆ เราก็แค่หันหลังให้ก็เท่านั้น แต่ภายในแล้วเรายังอยากที่จะชนะ แต่การปล่อยวางที่เราพูดถึงนี้คือการปล่อยวางความปรารถนาภายในที่มี ในสิ่งที่โลกยังไม่พร้อมที่จะหยิบยื่นให้เราในขณะนี้ก็เท่านั้น ปล่อยวางเพื่อประหยัดพลังงานที่เรามี ทำใจให้กระจ่าง ช่วยให้เราได้รื่นรมย์กับทุกขณะในช่วงชีวิต และช่วยให้ความรักที่เรามีต่อตัวเองและผู้อื่นงอกงาม

หากเราเรียนรู้ที่จะยอมรับสิ่งเหล่านี้ จิตของเราจะประสานเป็นหนึ่งเดียว กายและจิตจะประสานเป็นหนึ่งเดียว และในที่สุดตัวเราก็สามารถเชื่อมโยงกับคนอื่นได้ดีขึ้น การปล่อยวางการเรียกร้อง พันธะ ในจิตใจ หมายถึงการพัฒนาไปอีกระดับหนึ่งของมนุษย์

ยอมรับในทุกสิ่งที่เกิดขึ้นในขณะนี้ คำว่าขณะนี้ช่วยเตือนให้เรารู้ว่า ขณะนี้ เดี๋ยวนี้ คือสิ่งเดียวที่เรามี เรามีเพียงขณะนี้เท่านั้น เมื่อวานผ่านไปแล้ว พรุ่งนี้เป็นเพียงความคิด อย่าผลัดการมีความสุขตอนนี้ด้วยหวังว่าพรุ่งนี้จะดีขึ้น มันจะไม่เป็นอย่างนั้น ขณะนี้คือสิ่งเดียวที่เรามี

ดังนั้นเราควรหยุดทำให้ใจเราไม่สบาย เพราะชีวิตมันก็เป็นเช่นนี้ ในขณะนี้และที่นี่เราไม่อาจเปลี่ยนแปลงอะไรได้เลย และมันก็ไม่ผิดหากเราจะพยายามทำขณะนี้ให้มันดีขึ้น เพียงแต่ว่าอย่าทำให้ตัวเราทุกข์ในขณะที่พยายามนั้น ทำไมไม่เมตตาต่อตัวเองในขณะนี้ ทำใจที่ตื่นเต้นให้ผ่อนคลาย จิตของเรายุ่งอยู่ตลอดเวลา เสียใจในสิ่งที่ผ่านมาแล้ว และคิดกังวลในสิ่งที่ยังมาไม่ถึง ความเป็นปัจจุบันขณะสูญหายไปในทันใด มีความสุขกับขณะนั้นแม้ว่ามันจะไม่ใช่ในสิ่งที่เราอยากให้มันเป็นก็ตาม สิ่งหนึ่งที่เราไม่อยากยอมรับในชีวิตคือความเป็นจริงที่ว่าชีวิตจะไม่มีวันสมบูรณ์จริงๆเลย ที่ผ่านมาชีวิตใดก็ไม่เพอร์เฟค และต่อๆไปชีวิตก็จะไม่เพอร์เฟคเช่นกัน นั่นแหละชีวิตจริง

หากเราอยากมีความสุข เราจะต้องเรียนรู้ที่จะอยู่กับชีวิต และยอมรับชีวิตที่เป็นอยู่ ซึ่งนั่นก็หมายถึง บางครั้งชีวิตอาจเป็นไปตามที่เราหวังไว้และบ่อยครั้งมันจะไม่เป็นดังหวัง บางครั้งชีวิตก็แย่เต็มทน แต่เราไม่จำเป็นต้องทำตัวเองให้แย่ตาม หากจิตของเราจะมองออกไป จิตของเราจะเห็นว่าความสุขมีอยู่อย่างล้นเหลือ หากเราเพียงใฝ่ฝันให้สิ่งที่เกิดขึ้นแตกต่างออกไปแล้วเราจะมีความสุข เราสามารถที่จะใช้พลังงานที่มีเปลี่ยนแปลงสิ่งที่เราไม่ชอบได้ แต่หยุดที่จะดื้อดึงเรียกร้องให้มันต่างไปจากที่เป็นแม้เราจะเป็นฝ่ายถูกก็ตาม ในทำนองเดียวกันคนที่มีความสุขเรียนรู้ที่จะอยู่กับความไม่สมบูรณ์ในชีวิตของเขาหรือเธอได้

ที่ผ่านมา ลองพิจารณาดูว่า ความถูกต้อง ความกลัว ความโกรธ ความอิจฉา ความกังวล ความเศร้าโศก เสียดาย ความหงุดหงิด ความเสียใจ แก้ไขปัญหาในชีวตของเราได้ไหม หากไม่ได้ เราก็ควรหยุดทำตัวเราให้ทุกข์ ทุกครั้งทุกคราไป แค่เพียงยอมรับในสิ่งที่เกิดขึ้นในขณะนั้น การที่จะมีความสุขเราต้องตระหนักให้ได้ว่าโลกไม่ได้ทำให้เราไร้สุขเลย เราทำตัวเราเองทั้งนั้น โลกยังคงหมุนไปตามเดิม เพียงตัวเราที่สามารถสร้างประสบการณ์นี้ให้กับตัวเราได้

สรุปแล้วเราควรยอมรับในสิ่งที่เกิดขึ้นในขณะนี้ แต่เราไม่จำเป็นต้องชอบสิ่งที่เกิดขึ้น เราอาจพยายามเปลี่ยนแปลงสถานการณ์ให้ดีขึ้นได้โดยไม่ทำให้ชีวิตมีปัญหาตามมา ในการยอมรับสิ่งที่เกิดขึ้นเราไม่จำเป็นต้องเห็นดีเห็นงามในสิ่งที่ผิดที่เกิดขึ้น เพียงแค่เราไม่ทำให้ใจเราเป็นทุกข์ก็พอ เราสามารถสร้างประสบการณ์แห่งความสุขในชีวิตแม้สิ่งที่เกิดขึ้นจะไม่เป็นไปตามที่เราหวังเอาไว้ ในชีวิตเราอาจชนะบ้าง แพ้บ้าง ชีวิตบางครั้งอาจดูสมบูรณ์ บางครั้งอาจไม่สมบูรณ์ ชีวิตมีขึ้นมีลง แต่ความสุขในชีวิตของเราไม่จำเป็นต้องขึ้นลงตามชีวิต เราสามารถฝึกจิตได้ใแม้นยามที่ชีวิตกำลังผ่านมรสุม…

💐🌸💮🏵

สุขสันต์เช้าวันเริ่มต้นสัปดาห์ค่ะ

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s