แม่กวางท้องแก่

FB_IMG_1541037033459

แม่กวางท้องแก่ จวนจะคลอดตัวหนึ่งเดินมาถึงริมฝั่งน้ำ
มันรู้ว่าเวลาคลอดกำลังจะมาถึง
แล้วเมฆฝนก็ก่อตัว
ฟ้าผ่าลงมาในป่าด้านหลัง ก่อให้เกิดไฟป่า
เมื่อมองไปยังพุ่มไม้ด้านซ้าย กวางเห็นนายพรานซุ่มอยู่
มองไปยังด้านขวา มีเสือตัวใหญ่รอจังหวะอยู่

ในช่วงเวลาขณะนี้ แม่กวางจะทำอย่างไร
ด้านหน้ามีแม่น้ำไหลเชี่ยว ด้านหลังมีไฟป่า
ด้านซ้ายมีนายพรานถือธนูเล็งอยู่
และด้านขวามีเสือซึ่งกำลังหิวมาก
ในช่วงขณะที่มืดมิดทุกด้าน หาทางออกไม่เจอ

..
.
ในสถานการณ์ที่คับขันเช่นนี้
แม่กวางรวบรวมสติแล้วบอกกับตัวเองว่า
เธอจะใส่ใจกับสิ่งหนึ่งที่เธอทำได้
นั่นคือการให้กำเนิดลูกน้อย
แม่กวางเริ่มคลอดลูกน้อยออกมา

ขณะนั้นเสียงฟ้าผ่าดังสนั่น ทำให้นายพรานตกใจ
นายพรานเผลอปล่อยลูกธนูพลาดเป้าไปยังเสือที่ซุ่มอยู่
ทั้งเสือและนายพรานตกใจวิ่งหนีจากที่กำบัง
แล้วฝนก็เทลงมาอย่างหนัก ทำให้ไฟป่ามอดลงในที่สุด

อีกสองสามชั่วโมงถัดมา
แม่กวางก็พาลูกน้อยเดินกลับเข้าป่าในที่สุด

🦌 🦌 🦌 🦌 🦌

ท่ามกลางปัญหานับร้อยนับพัน
ที่วิ่งวนเวียนอยู่รอบตัวเรา
จนแทบจับต้นชนปลายไม่ถูก
สิ่งหนึ่งที่เราทำได้
คือใส่ใจในปัจจุบันขณะ
ในสิ่งที่เราควบคุมได้
แก้ไขปัญหาตรงหน้าก่อน
แล้วค่อยๆ ขยับขยายออกไปเรื่อย
ใครจะรู้เมื่อถึงเวลานั้น
ทุกอย่างอาจเข้าที่เข้าทางแล้วก็ได้

วันทำงาน อาจมีอะไรต้องทำเยอะแยะ
ใส่ใจกับสิ่งที่อยู่ตรงหน้าให้เสร็จก่อน
แล้วทุกอย่างจะเข้าสู่ภาวะปกติ

สวัสดียามสายวันทำงานค่ะ

ต้นแอปเปิล

FB_IMG_1540940627147

มีต้นแอปเปิลในทุ่งกว้างที่เด็กชายชอบไปวิ่งเล่น ปีนป่าย
เมื่อเล่นจนเหนื่อย เด็กชายก็จะนอนเล่นใต้ต้นแอปเปิล
ต้นแอปเปิลมีความสุขมากมาย

เวลาผ่านไป เด็กชายโตขึ้น เขาไม่มีเวลามาวิ่งเล่นเหมือนเคย
ต้นแอปเปิลถูกปล่อยให้อยู่อย่างเดียวดาย
ต้นแอปเปิลเศร้าใจที่ไม่เห็นเด็กชายมาอีก

วันหนึ่งต้นแอปเปิลเห็นเด็กชายเดินมา
จึงร้องชวนให้มาวิ่งเล่นเหมือนเดิมอีก
เด็กชายซึ่งตอนนี้โตเป็นหนุ่มแล้วมีท่าทีเศร้าหมอง
เขาบอกต้นแอปเปิลว่าเขาไม่มีเวลามาวิ่งเล่นอีก
เขาอยากได้เงินมาใช้สอย

ต้นแอปเปิลบอกให้เด็กชายเก็บลูกแอปเปิลไปขาย
เด็กชายปีนต้นแอปเปิลเก็บลูกแอปเปิลไปจนหมดต้น
ต้นแอปเปิลมีความสุขมากมาย

เมื่อได้ลูกแอปเปิลแล้ว เด็กชายก็หายไปอีกครั้ง
ต้นแอปเปิลถูกปล่อยให้อยู่อย่างเดียวดาย
ต้นแอปเปิลเศร้าใจที่ไม่เห็นเด็กชายมาอีก

วันหนึ่งต้นแอปเปิลเห็นเด็กชายเดินมาหาอีกครั้ง
จึงร้องชวนให้มาปีนป่ายต้นไม้เหมือนเดิมอีก
เด็กชายซึ่งตอนนี้โตเป็นหนุ่มเต็มตัวแล้ว
เขาบอกต้นแอปเปิลว่าเขาไม่มีอารมณ์มาปีนป่ายต้นไม้
เขาอยากปลูกบ้านและสร้างครอบครัว

ต้นแอปเปิลบอกให้เด็กชายตัดกิ่งก้านเอาไม้ไปสร้างบ้าน
เด็กชายตัดกิ่งก้านของต้นแอปเปิลไปจนหมด
ต้นแอปเปิลมีความสุขมากมาย

เมื่อได้กิ่งไม้จากต้นแอปเปิลแล้ว เด็กชายก็หายไปอีกครั้ง
ต้นแอปเปิลถูกปล่อยให้อยู่อย่างเดียวดาย
ต้นแอปเปิลเศร้าใจที่ไม่เห็นเด็กชายมาอีก

เนิ่นนานจากนั้นต้นแอปเปิลเห็นเด็กชายเดินมาหาอีกครั้ง
จึงร้องชวนให้มาเล่นใต้ต้นไม้เหมือนเดิมอีก
เด็กชายซึ่งตอนนี้อยู่ในวัยชราแล้ว
เขาบอกต้นแอปเปิลว่าเขาแก่เกินกว่าจะมาเล่นอีก
เขาอยากแล่นเรือออกไปที่ไกลๆ

ต้นแอปเปิลบอกให้เด็กชายตัดลำต้นของแอปเปิลไปทำเรือ
เด็กชายตัดลำต้นแอปเปิลไปจนเหลือแต่ตอ
ต้นแอปเปิลมีความสุขมากมาย

เมื่อได้ไม้จากต้นแอปเปิลแล้ว เด็กชายก็หายไปอีกครั้ง
ต้นแอปเปิลถูกปล่อยให้อยู่อย่างเดียวดาย
ต้นแอปเปิลเศร้าใจที่ไม่เห็นเด็กชายมาอีก

สองสามปีจากนั้นต้นแอปเปิลเห็นเด็กชายเดินมาหาอีกครั้ง
ต้นแอปเปิลบอกเด็กชายว่าไม่มีอะไรจะให้เด็กชายอีกแล้ว
ไม่มีผลแอปเปิลจะให้
เด็กชายซึ่งตอนนี้อยู่ในวัยชรามากแล้ว
เด็กชายบอกต้นแอปเปิลว่าเขาไม่มีฟันจะกินแอปเปิลแล้ว

ต้นแอปเปิลบอกเด็กชายว่าไม่มีกิ่งก้านให้ปีนป่ายแล้ว
เด็กชายบอกต้นแอปเปิลว่าเขาไม่มีแรงจะปีนต้นแอปเปิลแล้ว

ต้นแอปเปิลบอกเด็กชายว่าตอนนี้มีเพียงตอไม้เก่าแก่ผุพัง
เด็กชายบอกต้นแอปเปิลว่าเขาเพียงต้องการนั่งพัก เขาเหนื่อยเหลือเกิน

เด็กชายนั่งพักบนตอไม้แก่
ต้นแอปเปิลมีความสุขมากมาย

🍎 🍏 🍎 🍏 🍎 🍏

พ่อแม่เป็นดั่งต้นไม้
ที่เป็นผู้ให้
ไม่มีวันจบสิ้น

สวัสดียามเช้าค่ะ

แค่คำคน

FB_IMG_1540851387931

มีชายแก่คนหนึ่งเที่ยวป่าวประกาศว่าเพื่อนบ้านของเขาเป็นขโมย ทำให้ชายหนุ่มข้างบ้านเขาถูกจับ แต่ทว่าชายหนุ่มคนนั้นก็พ้นผิดเพราะไม่มีหลักฐานชี้ชัด ชายหนุ่มคนนั้นจึงตัดสินใจฟ้องร้องค่าเสียหายกับชายแก่ ในศาลชายแก่บอกกับผู้พิพากษาว่า เขาเพียงแค่แสดงความคิดเห็น แค่คำพูดของเขามันไม่ได้ทำอันตรายให้ใคร

ก่อนจะตัดสิน ผู้พิพากษาบอกให้ชายแก่คนนั้นเขียนในสิ่งที่เขาพูดลงในแผ่นกระดาษ ฉีกมันออกเป็นชิ้นเล็ก ๆ แล้วโยนทิ้งในระหว่างทางกลับบ้าน แล้วพรุ่งนี้กลับมาฟังคำพิพากษา

ในวันรุ่งขึ้น ผู้พิพากษากล่าวกับชายแก่ว่าก่อนที่จะฟังคำตัดสิน ให้เขาออกไปเก็บเศษกระดาษที่เขาโปรยไปเมื่อวานกลับมา ชายแก่ประท้วงว่าเขาไม่อาจทำเช่นนั้นได้เพราะเขาเองก็ไม่รู้ว่าเศษกระดาษเหล่านั้นปลิวไปที่ไหนแล้วบ้าง ผู้พิพากษาจึงตอบกลับว่า

“นั่นแหละ ทำนองเดียวกัน ความคิดเห็นธรรมดา ๆ อาจทำลายเกียรติของคนหนึ่งจนเขาไม่อาจแก้ไขให้กลับมาเหมือนเดิมได้ หากเราไม่สามารถพูดในสิ่งที่ดีของคนอื่น ก็จงอย่าพูดเสียเลยจะดีกว่า ให้เราเป็นนายของคำพูดที่ยังไม่ได้พูด ดีกว่าจะไปเป็นทาสของคำพูดที่พูดออกไปแล้ว”


..
พระพุทธองค์ทรงตรัสไว้ว่า
“การกล่าววาจาที่นำมาซึ่งสันติสุขเพียงคำเดียว
ดีกว่าการกล่าววาจาที่ไร้แก่นสารเป็นพัน ๆ คำ”

พูด เขียน และเผยแพร่ สิ่งที่จะทำให้เรายิ้ม
ให้คนที่ได้อ่าน ได้ยิน มีความสุข
ให้หัวใจเขารับรู้ถึงความรัก ความปรารถนาดี
ให้จิตของเราสงบสุข
หรือแม้ว่าใครบางคนจะเสียน้ำตาเพราะสิ่งที่เราเขียน เราพูด
ก็ขอให้มันเป็นน้ำตาแห่งความปลื้มปิติดีกว่านะคะ

สุขสันต์วันที่เราเป็นนายของความคิด คำพูด คำเขียนดีดีค่ะ

เพราะเข้าใจ

FB_IMG_1540764154932

มิสซิสทอมป์สัน เป็นครูประจำชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ที่โรงเรียนของรัฐแห่งหนึ่ง วันนั้นเป็นวันเปิดเรียนวันแรก เธอกล่าวต้อนรับนักเรียนในชั้นด้วยคำโกหกที่ว่าเธอรักนักเรียนทุกคนเท่ากัน แต่ในความเป็นจริงแล้วมันไม่ใช่ ในชั้นมีเด็กนักเรียนที่ไม่น่ารักเลยคนหนึ่งชื่อเด็กชายเท็ดดี้

เด็กชายเท็ดดี้มาโรงเรียนด้วยเนื้อตัวมอมแมม แต่งตัวด้วยเสื้อผ้าสกปรกยับยู่ยี่ เก็บตัวอยู่คนเดียวเขาเข้ากับเพื่อน ๆ ในชั้นไม่ได้ มักมีเรื่องทะเลาะกับเพื่อน ๆ เสมอ เด็กชายเท็ดดี้ไม่ตั้งใจเรียน เขาทำการบ้านอย่างขอไปที มิสซิสทอมป์สันต้องให้ 0 ในสมุดการบ้านของเด็กชายเท็ดดี้เสมอด้วยความสะใจ

ผ่านมาเกือบครึ่งปีที่มิสซิสทอมป์สันจะต้องเขียนสมุดรายงานประจำตัวของเด็กชายเท็ดดี้ มิสซิสทอมป์สันได้อ่านบันทึกที่ครูประจำชั้นคนก่อน ๆ เขียนไว้เกี่ยวกับเด็กชายเท็ดดี้ เธอแทบไม่เชื่อในสิ่งที่ได้อ่าน

ครูประจำชั้น ป.1 เขียนว่า “เด็กชายเท็ดดี้มีนิสัยร่าเริง ทำงานเรียบร้อย มีมารยาทดี ใครๆ ก็มีความสุขที่ได้อยู่กับเขา”

ครูประจำชั้น ป.2 เขียนว่า “เด็กชายเท็ดดี้เป็นเด็กเรียนดี เป็นที่รักของเพื่อน ๆ แต่เด็กชายเท็ดดี้มีปัญหาที่บ้าน เนื่องจากแม่ของเขาป่วย”

ครูประจำชั้น ป.3 เขียนว่า “เด็กชายเท็ดดี้ยังตั้งใจเรียนดีแม้ว่าแม่ของเขาเพิ่งจะเสียชีวิตลง พ่อของเท็ดดี้ไม่สนใจลูกเท่าที่ควร ครูประจำชั้นคงต้องเอาใจใส่เท็ดดี้มากขึ้น เกรงว่าปัญหาที่บ้านจะมีผลกระทบต่อเด็ก”

ครูประจำชั้น ป.4 เขียนว่า “เด็กชายเท็ดดี้ไม่สนใจการเรียน ไม่มีเพื่อน และหลับในชั้นเรียนบ่อยมาก”

เมื่อมาถึงตอนนี้มิสซิสทอมป์สันรู้สึกเห็นใจและเอ็นดูเด็กชายเท็ดดี้เหลือเกิน เธอรู้สึกละอายใจที่ไม่ได้พยายามเข้าใจพฤติกรรมของเด็กชายเท็ดดี้มาก่อนหน้านี้

ในวันคริสต์มาส เด็ก ๆ ในชั้นต่างนำของขวัญห่อกล่องผูกริบบิ้นอย่างสวยงามมามอบให้ครูประจำชั้น เด็กนักเรียนคนอื่น ๆ ต่างพากันหัวเราะเยาะเมื่อเด็กชายเท็ดดี้นำของขวัญห่อด้วยถุงกระดาษหนังสือพิมพ์เก่าที่ได้มาจากร้านขายของชำมายื่นให้

เมื่อมิสซิสทอมป์สันแกะของขวัญของเด็กชายเท็ดดี้ เด็ก ๆ ก็พากันหัวเราะหนักเข้าไปอีกเมื่อของขวัญนั่นคือสร้อยข้อมือหินนำโชคเก่า ๆ ที่เหลือหินเพียงไม่กี่ชิ้น และขวดน้ำหอมซึ่งมีน้ำหอมเหลืออยู่ที่ก้นขวดนิดหน่อย มิสซิสทอมป์สันห้ามนักเรียนในชั้นให้หยุดหัวเราะพร้อมกล่าวขอบใจเด็กชายเท็ดดี้และชมว่าสร้อยข้อมือนั้นสวยมาก และเธอยังเอาน้ำหอมมาฉีดข้อมือตัวเองด้วย เธอเห็นรอยยิ้มในดวงตาของเด็กชายเท็ดดี้

เย็นวันนั้นเด็กชายเท็ดดี้แวะมาด้อมๆ มองๆ ที่ห้องพักครู เมื่อมิสซิสทอมป์สันเห็นจึงเรียกเขามาคุย เด็กชายเท็ดดี้แวะมาบอกว่า “วันนี้คุณครูหอมเหมือนแม่ของผมเลย”

ค่ำวันนั้นมิสซิสทอมป์สันนั่งร้องไห้กว่าหนึ่งชั่วโมง เมื่อร้องไห้เสร็จเธอตั้งใจจะเลิกสอนการอ่าน การเขียน และการคำนวณ เธอตั้งใจจะสอนเด็กๆ ของเธอให้โตขึ้นอย่างสมบูรณ์ขึ้น

มิสซิสทอมป์สันเอาใจใส่เด็กชายเท็ดดี้มากขึ้น ช่วยให้กำลังใจ กระตุ้นการเรียนรู้ของเด็กชายด้วยความรักของแม่เหมือนที่เธออยากเห็นลูกตนเองประสบความสำเร็จ เด็กชายเท็ดดี้ตอบสนองความตั้งใจของมิสซิสทอมป์สันเป็นอย่างดี จนเมื่อครบหนึ่งปี เด็กชายเท็ดดี้กลายเป็นเด็กเรียนเก่งที่สุดในชั้น และมิสซิสทอมป์สันก็ดูเหมือนจะโกหกอีกครั้งที่เธอบอกว่าเธอรักนักเรียนทุกคนเท่ากัน แต่ในความเป็นจริงแล้วมันไม่ใช่ ในชั้นมีเด็กนักเรียนที่เธอเอาใจใส่เป็นพิเศษชื่อเด็กชายเท็ดดี้

หนึ่งปีหลังจากนั้น เมื่อเด็กชายเท็ดดี้จบชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 มิสซิสทอมป์สันได้รับข้อความสอดไว้ใต้ประตูว่า “คุณครูเป็นครูที่ดีที่สุดในชีวิตของผม”

หกปีหลังจากนั้น เด็กชายเท็ดดี้ กลายเป็นเด็กวัยรุ่นที่เรียนจบชั้นมัธยมปลาย มิสซิสทอมป์สันได้รับข้อความสอดไว้ใต้ประตูว่า “คุณครูยังเป็นครูที่ดีที่สุดในชีวิตของผม”

สี่ปีหลังจากนั้น มิสซิสทอมป์สันได้รับข้อความสอดไว้ใต้ประตูบอกว่าเท็ดดี้ยังคงเรียนในมหาวิทยาลัย ชีวิตไม่ได้ง่ายเหมือนที่คิดไว้ แต่เขาก็พยายามเรียนให้จบเกียรตินิยมอันดับหนึ่ง พร้อมบอกเหมือนเดิมว่า “คุณครูยังเป็นครูที่ดีที่สุดในชีวิตของผม”

อีกสี่ปีผ่านไป มิสซิสทอมป์สันได้รับข้อความสอดไว้ใต้ประตูบอกว่าเท็ดดี้ตัดสินใจเรียนต่ออีก ในข้อความยังย้ำสิ่งเดิมๆ ว่า “คุณครูยังเป็นครูที่ดีที่สุดในชีวิตของผม” เพียงแต่ข้างๆ ชื่อเขามีคำนำหน้าชื่อเพิ่มเติมว่า “นายแพทย์….”

เมื่อฤดูใบไม้ผลิมาถึง มิสซิสทอมป์สันได้รับข้อความสอดไว้ใต้ประตูเชิญชวนให้ไปร่วมงานแต่งงานของนายแพทย์เท็ดดี้ในฐานะแม่ของเจ้าบ่าวเพราะพ่อของเท็ดดี้ก็เสียชีวิตไปแล้วเช่นกัน มิสซิสทอมป์สันหยิบสร้อยข้อมือหินนำโชคเก่า ๆ ที่เหลือหินเพียงไม่กี่ชิ้นมาใส่ พร้อมเอาน้ำหอมที่เหลือเพียงน้อยนิดมาฉีดก่อนออกจากบ้าน

เมื่อมาถึงหน้างานนายแพทย์เท็ดดี้เข้ามาสวมกอดมิสซิสทอมป์สัน พร้อมกระซิบว่า “ขอบคุณครับคุณครู ที่เชื่อมั่นในตัวผม คุณครูทำให้ผมรู้สึกว่ายังเป็นคนสำคัญ และทำให้ผมเห็นว่าผมสามารถทำวันนี้ให้แตกต่างได้”

มิสซิสทอมป์สันกระซิบตอบด้วยน้ำตาว่า “เปล่าเลยเท็ดดี้ เธอเข้าใจผิดทั้งหมด เธอต่างหากที่สอนฉันให้รู้ว่าฉันสามารถสร้างความแตกต่างได้ ซึ่งฉันไม่เคยรู้มาก่อนจนวันที่ได้พบเธอ”

💜🧡💚💙💗

เพราะความเข้าใจ
เราจึงมีความรัก

อรุณสวัสดิ์ยามเช้าค่ะ

อาหารจากดวงใจ

44360653_2114100885291213_5959189577565470720_n.jpg

“พี่คะ สัปดาห์นี้ขอพี่ช่วยวันอาทิตย์ด้วยจะได้ไหม?” เสียงตามสายของน้องหลินถามมา…
“ได้จ้า…เหมือนเดิมที่เดิมใช่ไหม?” ฉันถามตอบ
“ค่ะ ขอบคุณมากค่ะ?” น้องหลินกล่าวก่อนวางสาย

น้องหลินเป็นน้องคนไทยที่เกิด โตและทำงานในเมืองสิงคโปร์ แต่น้องก็พูดอ่านเขียนภาษาไทยได้ น้องเขาทำงานเป็นเจ้าหน้าที่ให้กับองค์กรอาหารจากดวงใจ ซึ่งเป็นเอ็นจีโอเล็กๆ ที่ช่วยในการจัดการการแจกจ่ายอาหารให้กับผู้ยากไร้และบ้านเด็กกำพร้า บ้านพัก และบ้านคนชราต่างๆ กว่า 150 แห่งทั่วเมือง ฉันรู้จักกับน้องหลินตอนไปสมัครเป็นอาสาสมัครกับโครงการนี้เมื่อสี่ปีก่อน

หน้าที่ของอาสาสมัครอย่างเราๆ คือการไปรับขนมปังและพาสทรี่ต่างๆ จากร้านเบเกอรี่ใกล้บ้านก่อนร้านปิดแล้วนำไปส่งให้กับองค์กรต่างๆ แถบบ้านเพื่อเป็นอาหารเช้าและอาหารว่างของคนที่ต้องการในวันถัดไป (คล้ายๆ คนส่งพิซซ่าค่ะ) ร้านเบเกอรี่ส่วนใหญ่จะอยู่ในห้างสรรพสินค้าซึ่งจะปิดประมาณสี่ทุ่ม เราก็จะไปรอรับเบเกอรี่ที่เหลือจากการขายในวันนั้นแต่ยังไม่หมดอายุ และจะหมดอายุในวันถัดไปเป็นอย่างเร็ว พนักงานของร้านจะจัดขนมปังใส่ถุงให้เราทำหน้าที่ดิลิเวอรี่อย่างเดียว เมื่อนำขนมปังไปส่งแล้วเราก็จะส่งข้อความเข้าศูนย์ขององค์กรว่าส่งขนมไปกี่ชิ้นตามเลขที่ใบเสร็จที่ออกให้โดยร้านเบเกอรี่เพื่อเก็บเป็นสถิติ

อาสาสมัครแต่ละคนจะมีตารางเวลาต่างกันแล้วความสะดวก ปกติฉันจะไปทำหน้าที่ทุกวันจันทร์ แต่หากติดธุระหรือเดินทางไกลก็จะโทรไปแจ้งให้น้องหลินทราบแล้วเธอก็จะหาคนมาแทนในวันนั้น บางทีหากคนอื่นติดธุระเราก็อาจได้รับโทรศัพท์ขอความช่วยเหลือดังกล่าว บางคนที่อยากทำมากกว่าหนึ่งวันต่อสัปดาห์ก็สามารถทำได้ค่ะ หรือบางคนรอเป็นตัวสำรองอย่างเดียวคือจะไปทำในวันที่คนที่ทำอยู่ประจำไม่ว่างก็มีค่ะ

โครงการอาหารจากดวงใจจะทำหน้าที่ในการประสานงานทั่วทั้งเมือง ซึ่งตอนนี้ก็มีอาสาสมัครเป็นพันคน ต่างคนต่างทำในแถบบ้านของตัวเอง และมีร้านเบเกอรี่เข้าร่วมโครงการกว่าสามสิบร้าน รวมๆ กันคงหลายร้อยสาขา ร้านเบเกอรี่ของโรงแรมดัง 5 ดาว 6 ดาว ในเมืองก็เข้าร่วมโครงการด้วย ในแต่ละเดือนโครงการนี้ส่งขนมปังกว่าสามหมื่นชิ้น

โครงการนี้ให้ผลดีทั้งผู้ให้และผู้รับเพราะขนมปังที่ขายไม่หมดส่วนใหญ่ต้องทิ้งไปเมื่อหมดอายุ แต่หากมีคนส่งไปให้คนที่ต้องการมากกว่าก็จะไม่เสียของ เป็นการบริหารทรัพยากรของโลกอย่างน่าชื่นชม บ้านที่เราไปส่งขนมปังเป็นคล้ายๆ สถานที่พักฟื้นสำหรับผู้ติดยาเสพติด ซึ่งดำเนินการโดยองค์กรของชาวคริสต์ ทุกๆ ครั้งเราจะเห็นผู้คนเหล่านี้นั่งอยู่อย่างเลื่อนลอย เงียบๆ แทบทุกครั้งที่นึกได้ฉันจะแผ่เมตตาให้เขาได้พบทางออกที่ดีกว่านี้สำหรับชีวิตที่เราต่างยังมีลมหายใจอยู่

นอกจากนี้โครงการอาหารจากดวงใจยังมีกิจกรรมอื่นๆ ที่เกี่ยวกับอาหารอีกมากมายเช่นแจกจ่ายอาหารจำเป็นในลักษณะถุงยังชีพแด่ครอบครัวคนที่ยากจน จัดงานวันเกิดให้เด็กด้อยโอกาส เป็นต้น

ที่นี่ถึงแม้สภาพเศรษฐกิจโดยรวมจะดีกว่าบ้านเรามาก แต่ก็ยังมีคนด้อยโอกาสอีกมากมายที่ยังรอความช่วยเหลือจากคนที่พอจะแบ่งปันได้ องค์กรนี้จึงเป็นองค์กรหนึ่งที่ฉันรู้สึกดีที่ได้มีโอกาสเข้าร่วมกิจกรรมของเขา แม้เป็นเพียงสิ่งเล็กๆ ที่บางครั้งดูเหมือนไม่ต่างกับการออกไปขับรถเล่นยามดึก ไม่ได้ใช้เงินทองอะไร แต่มันก็สร้างรอยยิ้มให้เราได้ก่อนนอนค่ะ

จากหนังสือสุขกาย สุขใจ ของท่านอาจารย์มิตซูโอะ คเวสโก การวิจัยของมูลนิธิเศรษฐกิจใหม่ กล่าวว่าปัจจัยหนึ่งที่ทำให้คนเรามีความสุขมากขึ้นนอกเหนือไปจากการมีเพื่อนและมีความสัมพันธ์ที่ดีกับคนรอบข้าง, การได้เคลื่อนไหวอยู่เป็นนิจ, การเป็นคนช่างสังเกต และการเรียนรู้อยู่เสมอ คือการให้ความช่วยเหลือแก่ผู้อื่น เพราะการให้คือการรับ..เราได้รับความสุขค่ะ และสิ่งที่เราให้ก็ไม่จำเป็นต้องเป็นสิ่งของ ทรัพย์สินเงินทองเสมอไป การให้แรงงานก็เป็นหนึ่งในทานจักรด้วยเช่นกัน

ท่านอาจารย์มิตซูโอะเขียนไว้ว่า “หากมนุษย์เราทุกคนช่วยกันหมุนวงล้อแห่งทาน (ทานจักร) ที่มีความเมตตากรุณาเป็นศูนย์กลาง ให้เคลื่อนไปในทุกแห่งหน ก็จะช่วยแก้ปัญหาสังคมและนำโลกไปสู่สันติภาพได้อย่างแท้จริง”

และอย่างน้อยที่สุดทุกครั้งที่ได้ไปเป็นดิลิเวอรี่เลดี้ สุขและสันติในดวงใจเราก็เกิดขึ้นทันทีแล้วค่ะ

🍕🥪🌭🥖🥨🥓

ในขณะที่เรากำลังทานอาหารอย่างเอร็ดอร่อย
เรากำลังมีความสุขระหว่างการสังสรรค์กินอาหารกับคนที่เรารัก
เรากำลังถ่ายภาพ โพสข้อความแนะนำอาหารที่เราชอบ
ยังมีอีกหลายต่อหลายชีวิตบนโลกใบนี้ ที่ยังไม่มีอาหารตกถึงท้อง

ช่วยกันทำเท่าที่เราจะทำได้นะคะ

คุ้มค่า

43244963_2094247097276592_2237850773520121856_o.jpg

ห้าทุ่มกว่าๆ แล้ว เราเพิ่งเคลียร์งานเสร็จ เหนื่อยจนไม่อยากขับรถกลับบ้าน จึงเดินออกมาจากที่ทำงานเพื่อนั่งแท็กซี่ที่พนักงานรักษาความปลอดภัยของบริษัทอุตส่าห์โทรเรียกให้กลับบ้าน เมื่อเรานั่งลงในรถ ลุงคนขับแท็กซี่น่าจะอยู่ในวัยหกสิบกว่าๆ ทักขึ้นมาว่า

‘นี่โรงงานที่ผลิตยาพ่นขยายหลอดลมใช่ไหม?”

เราแปลกใจที่จู่ๆ ก็มีคนถามถึงผลิตภัณฑ์ที่บริษัทผลิต แต่ก็อธิบายไปว่า บริษัทเรามีหลายโรงงาน โรงงานที่ผลิตยาพ่นขยายหลอดลมอยู่อีกถนนหนึ่งห่างไปประมาณสิบกว่านาที เราเองก็เดินทางไปมาในทั้งสองโรงงานนี้เป็นประจำ

ลุงก็บอกว่าตัวแกเองใช้ยาพ่นขยายหลอดลมของบริษัทเราอยู่ ถึงแม้จะแพงหน่อยแต่ก็ใช้ได้ดี แม้จะได้รับส่วนลดจากโรงพยาบาลรัฐบาลแล้ว หลอดหนึ่งก็ยังตกอยู่ที่พันกว่าบาท ยิ่งเวลาไม่สบายเป็นไข้หวัด ต้องใช้บ่อยขึ้น ลุงก็ยังอุตสาห์หยิบเอากล่องยาที่วางไว้ข้างๆ คนขับยื่นให้เราดู

แล้วแกก็เล่าให้ฟังเรื่องราวชีวิตต่างๆ นานาพอจะสรุปได้ว่า การขับรถแท็กซี่ในวัยชรานั้นไม่ง่ายนัก ต้องทำงานวันละอย่างน้อย 12 ชั่วโมง เพื่อจะได้มีเงินพอสำหรับค่าใช้จ่ายประจำวันที่นับวันจะสูงขึ้นเรื่อยๆ

เมื่อถึงบ้านเราบอกขอบคุณลุงคนขับรถแท็กซี่ที่มาส่งเราถึงบ้านอย่างปลอดภัย และขอบคุณที่ใช้ผลิตภัณฑ์ของบริษัทที่เราทำงานอยู่ด้วย

ลุงรีบบอกว่า “ผมนั่นแหละที่จะต้องขอบคุณพวกคุณที่ผลิตยาให้ผมได้ใช้ ไม่งั้นผมคงขับรถเลี้ยงครอบครัวไม่ได้อีกแล้ว ขอบคุณมากนะ ขอบคุณจริงๆ”

..
.
เป็นครั้งแรกที่เราได้สัมผัสเรื่องราวในชีวิตจริงจากผู้ป่วยเรื้อรัง ที่เขาเล่าให้ฟังและกล่าวขอบคุณโดยไม่ผ่านการตัดต่อดัดแปลงจากพีอาร์ของบริษัท บทสนทนาที่เกิดขึ้นโดยความบังเอิญที่ฟังแล้วเรารู้สึกขนลุก

เมื่อรถแท็กซี่ขับออกไป เรามองดูนาฬิกาข้อมือ เราเริ่มงานตอนแปดโมงเช้า กลับถึงบ้านเกือบเที่ยงคืน แต่คุณรู้ไหม คำบอกเล่าธรรมดาๆ ของคนขับรถแท็กซี่มันกลับทำให้มีกำลังใจขึ้นอีกมากมาย

เราบอกตัวเองว่า “ถึงวันที่ผ่านมาจะเหนื่อยแค่ไหน แต่มันก็คุ้มค่า”

หนึ่งในโปรเจ็คที่เรากำลังทำอยู่คือการพยายามลดราคาต้นทุนการผลิต เพื่อยาจะได้ถูกลง ทำให้คนที่รายได้น้อยสามารถซื้อยาใช้ได้ง่ายขึ้น อย่างเช่นลุงคนขับรถแท็กซี่ที่เราได้พบ

🌹⚘🌷💮🏵🌸💐

งานทุกงานมีคุณค่า
ยิ่งทำด้วยจิตใจที่สร้างสรรค์
มีจุดมุ่งหมายอันเป็นความสุขของผู้คน
นั่นคือจุดเริ่มต้นของชีวิตการทำงานที่มีความหมาย

เราไม่อาจรู้เลยว่าสิ่งที่เราทำ
จะมีความสำคัญยิ่งใหญ่สำหรับใครอีกหลายคน

สวัสดีสายวันหยุดค่ะ

ความดีที่น่าเสี่ยง

38652719_2008196979214938_6244129020925968384_o.jpg

วันก่อน มีหญิงชราคนหนึ่งเดินมาขายกระดาษทิชชู่
ที่โต๊ะอาหารที่เรากำลังทานกันอยู่
เราปฏิเสธที่จะซื้อเพราะไม่ได้คิดว่าต้องการทิชชู่

พอทานข้าวเสร็จ…ขณะที่รอจ่ายเงิน
หญิงชราคนดังกล่าวกำลังรับกล่องข้าวจากพนักงานเสริฟร้านนั้น…แล้วเดินจากไป
พนักงานเสริฟบอกว่าเขาห่อข้าวให้หญิงคนนั้นเท่าที่พอจะหาอาหารได้…ทุกครั้งที่เธอผ่านมา…
เพราะเธอไม่มีอันจะกินจริงๆ
น่าตะลึงไหม…ในเมืองใหญ่…เมืองนี้

เรารีบเดินตามออกไป…เพื่อจะขอซื้อทิชชู่จากเธอ
แต่ไร้วี่แววของหญิงชราคนนั้นอีก

บ่อยครั้งที่เรานึกถึงแต่ความต้องการของตัวเราเอง
มากกว่าจะนึกถึงความจำเป็นของ…อีกฝ่าย

ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าในห้วงคำนึงนั้น เราก็ไม่ได้คิดว่าผู้หญิงคนนั้นจะมีความจำเป็นจริงๆ

เรื่องราวที่เกิดขึ้นยังคงวนเวียนอยู่ในหัว เราได้แต่บอกตัวเองว่าครั้งนี้พลาดไปแล้ว จำความรู้สึกนี้ไว้ แล้วแก้ไขครั้งต่อไปก็แล้วกัน

กลับถึงบ้านเลยไปค้นเรื่องราวที่เคยอ่านผ่านตา ของพระอาจารย์ไพศาล วิสาโล นำมาบันทึกไว้สอนใจตน เรียนรู้ไปด้วยกันนะคะ
..
.

“คุณเคยเจอเหตุการณ์แบบนี้บ้างไหม ขณะที่กำลังรอรถเมล์อยู่ ก็มีผู้ชายสีหน้าเศร้า ๆ มาขอเงินคุณ เขาเล่าว่าเขามาตามหาญาติที่กรุงเทพ ฯ จนเงินเกลี้ยงกระเป๋า แต่ไม่พบ อยากจะกลับบ้านแต่ไม่มีเงินค่าโดยสาร จึงอยากขอความช่วยเหลือจากคุณ

คุณฟังแล้วก็สงสารจึงให้เงินไป ๕๐ บาท เขายกมือไหว้ขอบคุณคุณเป็นการใหญ่ก่อนที่จะจากไป แต่แล้วไม่กี่วันต่อมาคุณก็เห็นชายคนเดียวกันนี้เดินขอเงินจากใครต่อใครไม่ไกลจากจุดที่เขาเคยขอเงินคุณ เจอแบบนี้เข้าคุณจะรู้สึกอย่างไร?

เป็นธรรมดาที่คุณจะเสียความรู้สึกหรือโมโหเมื่อรู้ว่าตนเองถูกหลอก หลายคนถึงกับตั้งใจเด็ดขาดว่าจะไม่ควักเงินให้อีกหากมีใครมาขอเงินเขา ก็พวกนี้มันสิบแปดมงกุฎกันทั้งนั้น

การสรุปบทเรียนแบบนี้แม้จะดูสมเหตุสมผล แต่ก็น่าคิดว่าเป็นความยุติธรรมหรือไม่ที่เราจะเอาพฤติกรรมของคน ๆ หนึ่งมาเป็นข้อสรุปแบบเหวี่ยงแหว่าใครก็ตามที่แบมือขอเงินเราล้วนเป็นพวกลวงโลกทั้งนั้น

หากคุณถูกผู้ชายคนหนึ่งหลอก ควรหรือไม่ที่จะสรุปว่าผู้ชายทั้งโลกเชื่อไม่ได้ทั้งนั้น ถ้าคุณเป็นผู้ชาย คุณย่อมรู้สึกว่าไม่ยุติธรรมเลยที่ถูกตราหน้าอย่างนั้นทั้ง ๆ ที่ยังไม่ทันอ้าปากหรือโอภาปราศรัยกันเลย

แม้จะถูกหลอกครั้งแล้วครั้งเล่า อย่างมากที่เราจะสรุปได้ก็คือคนที่แบมือขอเงินเรานั้นส่วนใหญ่ โกหกเรา ถึงแม้คุณจะถูก ๙ คนหลอก ก็ไม่ได้หมายความว่าคนที่สิบจะเป็นเช่นนั้นด้วย คำถามก็คือหากไม่แน่ใจว่าคนที่สิบจะมาหลอกเราด้วยหรือไม่ เราควรให้เงินเขาไหม? ถ้าคุณไม่อยากถูกหลอกอีก ก็ตัดสินใจไม่ยาก เบือนหน้าหนีเขาก็หมดเรื่อง

แต่หากลองคิดอีกมุมหนึ่งว่า หากคน ๆ นั้นเขาเดือดร้อนจริง ๆ และมีความจำเป็นต้องกลับบ้านด่วน เพราะทิ้งพ่อที่พิการหรือลูกเล็ก ๆ เอาไว้ การปฏิเสธของคุณอาจมีผลกระทบต่อชีวิตของเขามาก แต่ถ้าคุณให้เงินเขา ก็อาจจะมีความหมายใหญ่หลวงต่อเขา

ลองนึกอีกทีว่าหากคุณตกอยู่ในที่นั่งเดียวกับเขา แล้วพบว่าไม่ว่าจะแบมือขอเงินจากใคร ก็ถูกปฏิเสธหมด ทั้ง ๆ ที่ไม่ใช่เงินจำนวนมาก คุณจะรู้สึกอย่างไรกับผู้คน คุณจะยังมีศรัทธาในเพื่อนมนุษย์หรือไม่ และหากคุณทำความดีมาตลอด แต่ต้องได้รับผลอย่างนี้ คุณจะยังศรัทธาในความดีและเชื่อมั่นในบุญกุศลอีกหรือไม่

เงิน ๕๐ บาทหรือ ๑๐๐ บาท อาจไม่มากสำหรับคุณ หากถูกหลอก ก็ไม่ทำให้คุณกระเทือนเท่าไร แต่หากเขาเดือดร้อนจริง ๆ เงินจำนวนเล็กน้อยนี้สามารถฟื้นศรัทธาและความหวังของเขาขึ้นมา และยังอาจมีผลต่ออีกหลายชีวิตที่รอการกลับบ้านของเขา มองในแง่นี้การให้เงินแก่เขาจึงเป็นการ “ลงทุน”ที่น่าเสี่ยงอย่างยิ่ง เพราะหากเสียก็เสียไม่มาก แต่หากได้ก็ได้มหาศาล เป็นแต่ว่าผลได้นั้นไม่ได้เกิดกับคุณ ยิ่งกว่านั้นโอกาสที่จะ “ได้” อาจมากกว่าแทงหวยใต้ดินเสียอีก

การช่วยเหลือคนที่ไม่รู้จักนั้นจะว่าไปก็ไม่ต่างจากการเสี่ยงโชค เป็นไปได้ว่าโอกาสจะถูกหลอกมีมากกว่า ช่วยไป ๑๐ คนอาจกลายเป็นว่าเราถูก ๙ คนหลอก มีเพียงคนเดียวเท่านั้นที่เดือดร้อนจริง แม้กระนั้นก็ยังคุ้มอยู่ดีมิใช่หรือ

มีคำกล่าวว่า ปล่อยคนผิด ๑๐ คนยังดีกว่าลงโทษผู้บริสุทธิ์ ๑ คน ในทำนองเดียวกัน ในกรณีที่มีคนมาขอเงินเรา ก็อาจพูดได้เช่นกันว่า ถูกคนโกง ๑๐ คนหลอกก็ยังดีกว่าเมินเฉยผู้ทุกข์ยาก ๑ คน

ใครที่ยังทำใจไม่ได้เมื่อรู้ว่าถูกหลอกเอาเงินไป ลองฟังเรื่องราวของ โรเบอร์โต เดอ วิเซนโซ นักกอล์ฟชาวอาร์เจนตินาชื่อก้องโลกเมื่อ ๓๐ ปีก่อน

ครั้งหนึ่งมีหญิงสาวมาพบเขาแล้วเล่าว่าลูกของเธอป่วยหนักและกำลังจะตาย เขาฟังแล้วก็สงสาร จึงมอบเช็คที่เพิ่งได้รับจากการชนะถ้วยรางวัลให้เธอไป

หนึ่งอาทิตย์ต่อมา มีเพื่อนมาบอกเขาว่า เขาถูกผู้หญิงคนนั้นหลอก เพราะเธอยังไม่ได้แต่งงาน และไม่มีลูกที่เจ็บป่วย ประโยคแรกที่ออกจากปากของโรเบอร์โตก็คือ “หมายความว่า ไม่มีเด็กที่กำลังจะตาย ใช่ไหม ?”

เมื่อได้รับคำยืนยัน เขาก็ยิ้มแล้วพูดขึ้นว่า “นี่เป็นข่าวดีที่สุดที่ได้ยินมาตลอดอาทิตย์นี้เลย” แทนที่จะโมโห เขากลับยินดี เพราะเขานึกถึงเด็กมากกว่าเงินในกระเป๋าของเขา ใช่หรือไม่ว่าถ้าเรานึกถึงคนอื่นมากขึ้น การถูกหลอกจะกลายเป็นเรื่องเล็กลงไปทันที”

🙏🙏🙏🙏🙏🙏

ขอให้เพื่อนๆ มีความสุขกับการทำดีที่น่าเสี่ยง
อรุณสวัสดิ์ค่ะ