บ้าน

30728555_1852145171486787_63182954653810688_o.jpg

ช่วงนี้ดอกไม้ป่านานาชนิดเบ่งบานส่งกลิ่นหอมอบอวลไปทั่วป่าไม่ว่าจะเดินไปทางไหน เหมือนมีกลิ่นโคโลญจน์หลายยี่ห้อเย็นชื่นใจอยู่ใกล้ๆ ตลอดเวลา ฉันไม่รู้หรอกว่าเป็นดอกไม้ป่าชนิดไหนบ้าง ส่วนใหญ่จะไม่เห็นดอกเลยด้วยซ้ำเพราะต้นไม้ในป่านั้นสูงใหญ่ แต่ที่รับรู้ได้คือความสดชื่นที่ลอยมาแตะจมูก

ทว่าดอกไม้บางชนิดก็ร่วงหล่นลงมาเกลื่อนพื้น ดูสวยงามไม้น้อย แต่งแต้มป่าสีเขียวขจีให้มีสีสันชวนมองยิ่งขึ้น เพิ่มความสุขให้ใจแก่ผู้พบเห็นมากขึ้นไปอีก

สำหรับคนทำงานในเมืองอย่างฉัน การได้ไปเดินป่าในช่วงวันหยุดถือเป็นความโชคดีอันยิ่งใหญ่ เป็นการออกกำลังกาย เป็นการพักผ่อน เป็นการเยียวยาและเติมพลังกายใจให้กลับไปทำงานในสัปดาห์ต่อไปได้อย่างดียิ่ง

ไม่ว่าจะที่ไหนที่เคยได้ไปสัมผัส การได้ไปอยู่ในอ้อมกอดของป่าและธรรมชาติ ทำให้ฉันรู้สึกอุ่นใจเหมือนได้กลับบ้าน เหมือนที่ใครบางคนเคยกล่าวไว้ว่า “ธรรมชาติไม่ใช่เป็นเพียงที่ที่เราจะไปเที่ยวชม แต่มันคือ…บ้าน”

‘บ้าน’ ในที่นี้คือความรู้สึกอบอุ่น
‘บ้าน’ ที่เป็นแหล่งพักพิงอาศัยของสรรพสัตว์
‘บ้าน’ ที่เป็นแหล่งเยียวยา
‘บ้าน’ ที่พักกายและใจ

ฉันไม่อาจจินตนาการชีวิตที่ไร้สีเขียวในช่วงวันหยุดได้เลย ด้วยเหตุนี้ฉันจึงรู้สึกหวงแหนป่าไม้ ธรรมชาติ ทรัพยากรเหล่านี้ยิ่งนัก และรู้สึกใจหายทุกครั้งที่มีข่าวคราวของการตัดไม้ทำลายป่าไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใด

ว่ากันว่าความรู้สึกกลัวที่จะสูญเสียกับความรู้สึกยินดีที่ได้ของสิ่งเดียวกันนั้นไม่เท่ากัน

มีงานวิจัยทดลองสังเกตพฤติกรรมของลิง โดยวัดปฏิกิริยาของลิงเวลาได้รับแอปเปิ้ลหนึ่งผล กับเวลาที่ลิงถูกแย่งแอปเปิ้ลไป ลิงแสดงความก้าวร้าวรุนแรงเวลาถูกแย่งแอปเปิ้ลมากกว่าความลิงโลดเวลาได้รับมันมา พฤติกรรมนี้เรียกว่าการหลีกเลี่ยงการเสีย

เช่นเดียวกันกับคนเรา ในสิ่งเดียวกันไม่ว่าจะเป็นอะไร สมมุติว่าสิ่งนั้นเป็นเงินหนึ่งแสนบาท เวลาเราเสียมันไป เราจะรู้สึกเจ็บปวดมากกว่าความดีใจที่ได้มันมา กับบางคนความเจ็บปวดจากการสูญเสียนั้น มีขนาดถึงประมาณ 2 เท่าของความสุขจากการได้มาในจำนวนเงินที่เท่ากัน

กับคนที่เรารัก…เรามักรู้สึกเจ็บปวดและเห็นคุณค่าของเขามากขึ้นในยามที่เขาจากเราไปแล้ว ความรู้สึกเจ็บปวดจะมากกว่าความดีใจเมื่อยามเขายังอยู่

แต่คนเราจะรู้สึกกลัวที่จะสูญเสียก็ต่อเมื่อเรารู้สึกว่าสิ่งนั้นเป็น ‘ของเรา’ เท่านั้น…เหมือนที่ฉันรู้สึกกลัวต่อการสูญเสียพื้นที่สีเขียวในชีวิตไป

ถ้าหากเราทุกคนรู้สึกว่าธรรมชาติ อากาศรอบตัว นี้เป็นบ้านของเรา เป็นสิ่งที่ควรค่าแก่การปกป้อง เราคงกลัวที่จะสูญเสียมันมากกว่านี้ เราคงจะทำอะไรอีกมากมายที่จะรักษาไม่ให้สิ่งที่มีหมดไปมากกว่านี้

เราจะคิดเสมอว่าจะทำอะไรบ้างให้บ้านของเรามีอากาศดี สงบ สดชื่น ในทุกวัน และที่สำคัญเราจะได้ส่งมอบบ้านหลังใหญ่หลังนี้ให้ลูกหลานต่อไป

🌲🌳🌱🌴🌾

บันทึกนี้เขียนขึ้นเพื่อระลึกถึงป่าแหว่งแห่งเชิงดอยสุเทพ ที่ที่ฉันเคยไปเดินขึ้นลงเพียงไม่กี่ครั้ง แต่ก็รู้สึกรักและหวงแหนไม่น้อยเลย

สำหรับคนที่รักป่าเหมือนบ้าน เขาจึงต่อต้านโครงการนี้เพราะความเจ็บปวดจากการสูญเสียที่มากโขนั่นเอง

หวังว่าเราทุกคนจะรักษาป่าให้เป็นเหมือนบ้านของเรา แต่เราก็ไม่จำเป็นที่จะต้องไปตัดป่าเพื่อสร้างบ้านอยู่ในนั้น

วันหยุดนี้ไปเดินสูดอากาศสดชื่น หอมกลิ่นดอกไม้ป่า ด้วยกันไหมคะ?

ให้…เพื่อใจที่นอบน้อม

30652204_1850709331630371_5694792284176908288_o.jpg

คนที่เดินทางไปสิงคโปร์บ่อยคงจะรู้ว่าแถบเกลาง (Geylang) ซึ่งเป็นชุมชนเล็กๆ ตั้งอยู่ไม่ไกลจากใจกลางเมือง มีความพิเศษอยู่หลายประการ หนึ่งในความพิเศษนั้นคือแถวนี้เป็นเขตแสงสีในยามกลางคืน สถานที่เที่ยวชมนางงามที่ได้รับอนุญาตตามกฎหมายของคุณผู้ชาย มีโรงแรมราคาย่อมเยาว์อยู่แทบทุกตรอกซอกซอย และนอกจากนี้แถบเกลางก็ยังขึ้นชื่อในเรื่องอาหาร สำหรับคนที่ชอบทานอาหารอร่อยๆ ที่นี่มีร้านอาหารใหญ่น้อยที่โด่งดังมากมายโดยเฉพาะร้านอาหารจีน ร้านอาหารทะเล แต่ที่น่าทึ่งสำหรับฉันสุดๆ คือแถบนี้ก็ยังเป็นแหล่งที่มีวัดจีน ศาลเจ้า และองค์กรเกี่ยวกับศาสนาพุทธมากมายแทบนับไม่ถ้วน

ดังนั้นทั้งกลางวัน กลางคืน แถบนี้จึงค่อนข้างพลุกพล่านไปด้วยผู้คนมากมาย ต่างเจตน์จำนง ต่างคนต่างทำหน้าที่ของตัวเองไป ผ่านไปแถบนี้ทีไร ฉันนึกถึงคำสอนของหลวงพ่อพุทธทาสที่ว่า “ตกนรกกันไปพลาง คว้าหานิพพานกันไปพลาง” แล้วแต่เราจะเลือก…

นอกจากวัดพระธาตุเขี้ยวแก้วแล้ว วัดจีนอีกวัดหนึ่งที่ฉันชอบไปมากคือวัดฝูไห่ (Fu hai Chan Monastery) แม้จะอยู่ในเขตเกลางแต่วัดนี้ก็อยู่ห่างจากใจกลางความแออัดอยู่มากทีเดียว เมื่อไปถึงฉันจึงสัมผัสได้แต่ความสงบ สวยงามแบบเรียบง่ายตามแบบฉบับเซน

บริเวณวัดทั้งหมดคงจะประมาณ ๑ ไร่หรือเล็กกว่านั้น ประกอบด้วยอาคาร ๓ หลัง คืออาคารหลักที่ใช้ประกอบพิธีกรรมและเป็นสำนักงาน มีลานจอดรถใต้ดิน และห้องเก็บอัฐิใต้ดิน หอเจดีย์สูงด้านหลังที่เป็นที่ประดิษฐานของพระธาตุ และอาคารกุฏิทางขวามือที่เป็นที่พักของพระและแม่ชี

วัดนี้ยังก่อตั้งโรงพยาบาลเหรินซือ (Ren Ci Hospital and Medicare Centre) ซึ่งตั้งอยู่แถบใจกลางเมืองสิงคโปร์ขนาด 175 เตียง ซึ่งให้การรักษาพยาบาลฟรีแก่คนแก่ คนยากจนและผู้ด้อยโอกาสในสังคม โดยอาศัยเงินบริจาคจากผู้เลื่อมใสในพุทธศาสนาและเจตนาของท่านเจ้าอาวาสหมิงยี่ (Ven. Shi Ming Yi)

แต่ทว่าเมื่อหลายปีก่อนองค์กรการกุศลองค์กรนี้ได้ตกเป็นข่าวหน้าหนึ่งอยู่หลายวัน เมื่อการตรวจสอบบัญชีการเงินขององค์กรพบว่ามีการนำเงินบริจาคส่วนเล็กๆ ส่วนหนึ่งไปใช้ผิดวัตถุประสงค์ เป็นเหตุให้เจ้าอาวาสถูกตัดสินจำคุก 6 เดือน แต่ด้วยคุณประโยชน์ที่ท่านได้สร้างไว้แก่สังคม ท่านจึงได้รับการผ่อนปรนให้ถูกจำคุกเพียง 4 เดือน

หลังเหตุการณ์นั้น ฉันถามคนใกล้ตัวที่บริจาคเงินสนับสนุนวัดและโรงพยาบาลนี้มาตั้งแต่เริ่มก่อตั้งว่า รู้สึกท้อในการทำบุญ ในการบริจาคไหม เขาตอบว่า ตามความเชื่อของเซนผู้รับคือผู้มีพระคุณ ถ้าไม่มีผู้รับเราก็ทำบุญไม่ได้ แม้จะมีเรื่องราวนี้เกิดขึ้นก็ยังคงมีผู้รับอยู่ เราก็ควรให้ต่อไป

เซนเชื่อว่ายิ่งผู้รับก้มตัวรับต่ำเพียงใด ผู้ให้ยิ่งต้องก้มตัวต่ำยิ่งกว่า…

ฝูไห่แปลว่ามหาสมุทรแห่งโชคลาภและความมั่งคั่ง มหาสมุทรคือที่ที่อยู่ต่ำกว่าแม่น้ำหลายๆ สาย จึงสามารถรองรับน้ำไว้มากมายได้ คนที่จะรับโชคลาภและความมั่งคั่งได้ก็คงเช่นกัน ก็ยิ่งต้องทำตัวให้อ่อนน้อมให้มาก…ฉันเชื่อเช่นนั้น

ในวันนี้วัดแห่งนี้ยังคงเป็นสถานที่ยึดเหนี่ยวจิตใจของชาวพุทธทั่วไปอยู่เสมอ ผู้คนยังคงแวะเวียนมากราบพระ ขอพร นั่งสมาธิกันมิขาดสาย

โรงพยาบาลเหรินซือก็ยังคงเป็นที่พึ่งของคนยากจนต่อไป

ต้นไผ่ข้างกำแพงวัดบางต้นถูกตัดจนเกือบถึงโคน แต่ยอดอ่อนๆ ก็ยังแตกออกมา ฉันนั่งบันทึกภาพที่นั่นเนิ่นนาน นึกถึงคำสอนของพระพุทธองค์ที่ให้กับอนาถปิณฑิกเศรษฐี ในครั้งแรกที่พบกันที่เมืองราชคฤห์

“ดูก่อนสุทัตตะ ผู้ตื่นอยู่มิได้หลับย่อมรู้สึกว่าราตรีหนึ่งยาวนาน ผู้ที่เดินทางจนเมื่อยล้าแล้ว รู้สึกว่าโยชน์หนึ่งเป็นหนทางที่ยืดยาว แต่สังสารวัฏคือการเวียนเกิดเวียนตายของสัตว์ผู้ไม่รู้ พระสัทธรรมยังยาวนานกว่านั้น

ดูก่อน สุทัตตะ สังสารวัฏนี้หาเบื้องต้นเบื้องปลายได้โดยยาก สัตว์ผู้พอใจในการเกิดย่อมเกิดบ่อย ๆ และการเกิดบ่อย ๆ นั้นตถาคตกล่าวว่าเป็นความทุกข์ เพราะสิ่งที่ติดตามความเกิดมาก็คือความแก่ชรา ความเจ็บปวดทรมานและตาย ความต้องพลัดพรากจากสิ่งอันเป็นที่รัก ความต้องประสบกับสิ่งอันไม่เป็นที่รัก ความแห้งใจ ความคร่ำครวญ ความทุกข์กายทุกข์ใจ และความคับแค้นใจ อุปมาเหมือนเห็ดซึ่งโผล่ขึ้นจากดินและนำดินติดขึ้นมาด้วย หรืออุปมาเหมือนโคซึ่งเทียมเกวียนแล้ว จะเดินไปไหนก็มีเกวียนติดตามไปทุกหนทุกแห่ง สัตว์โลกเกิดมาก็นำทุกข์ประจำสังขารติดมาด้วย ตราบใดที่เขายังไม่สลัดความพอใจในสังขารออก ความทุกข์ก็ย่อมติดตามไปเสมอ เหมือนโคที่ยังมีแอกเกวียนครอบคออยู่ ล้อเกวียนย่อมติดตามไปทุกฝีก้าว”

“ดูก่อนสุทัตตะ เมื่อรากยังมั่นคง แม้ต้นไม้จะถูกตัดแล้ว ก็สามารถขึ้นได้อีก ฉันเดียวกันเมื่อบุคคลยังไม่ถอนตัณหานุสัยขึ้นจากดวงจิต ความทุกข์ก็เกิดขึ้นได้บ่อยๆ”

ขอให้เพื่อนๆ ทุกคนทุกข์น้อยลงในปีใหม่ไทยค่ะ

ฟ้าสาง

30264403_1844290872272217_2961284181411233792_n.jpg

อรุณรุ่งของวันเสาร์ซึ่งฉันตื่นขึ้นมาพร้อมความสดชื่น บอกกับตัวเองว่าวันนี้ไม่ต้องรีบเหมือนทุกๆวัน นานนักหนาแล้วที่ไม่ได้ตื่นขึ้นมาด้วยความรู้สึกเช่นนี้ เสียงของกิจกรรมแห่งชีวิตที่ตื่นในยามนี้เริ่มผ่านเข้ามาในโสตประสาท เสียงเด็กคุยกับพ่อแม่ เสียงการทำครัว เสียงรถบนถนนที่เริ่มขับเคลื่อน เสียงนกที่เริ่มออกหากิน สำหรับฉันเสียงเหล่านี้คือสัญญาณของการเริ่มต้นวันที่ผาสุข

ฉันลุกขึ้นจากเตียงเปิดม่านเปิดหน้าต่างรับอากาศที่กำลังเย็นสบายในยามเช้า ท้องฟ้าสีชมพูปนสีหม่นเบื้องหน้าช่างจับตาจนต้องฉันหยิบกล้องถ่ายรูปขึ้นมาบันทึกช่วงเวลานี้ไว้ สีทองของฟ้าสางเริ่มแจ่มจ้าขึ้นตามลำดับ รอยยิ้มแรกของวันผุดขึ้น

แท้ที่จริงแล้วเช้าวันนี้ก็ไม่ได้ต่างอะไรไปจากทุกวันที่ผ่านมา เสียงนกร้องเจื้อยแจ้วก็มีอยู่ทุกวัน ฟ้างามก็สามารถมองเห็นได้ทุกเช้าจากหน้าต่างบานเดียวกันนี้

ในบางวันที่ความเป็นธรรมดาเหล่านี้อาจถูกทดแทนด้วยความไม่ธรรมดา เช่นตื่นขึ้นมาด้วยอาการเจ็บป่วย หรือตื่นขึ้นมาเพื่อที่จะรับรู้ว่าคนที่เรารักจากไปแล้ว วันธรรมดาอย่างวันนี้ก็จะเปลี่ยนแปลงไปในทันที ฉันนึกถึงเช้าวันธรรมดาแบบนี้เมื่อสองปีก่อนที่เสียงโทรศัพท์จากที่บ้านบอกมาว่าพี่ชายคนหนึ่งของฉันจากไปอย่างกระทันหัน จากวันนั้นมาฉันรู้ซึ้งว่าวันธรรมดาเช่นนี้เป็นวันที่มีค่าควรที่จะมีความสุขกับมันมากเพียงใด

ความสงบสุขงดงามเช่นนี้มักถูกมองข้ามไปในการใช้ชีวิตประจำวันของเรา ด้วยความเร่งรีบที่จะต้องออกไปทำงาน และความกังวลถึงวันที่ยังไม่ได้เริ่ม บางวันฉันจึงไม่ได้หยุดที่จะฟังเสียงนกร้องหรือแม้แต่จะเปิดม่านดูฟ้างสางของวันธรรมดาอย่างวันนี้ บางทีก็ผลัดการชื่นชมสิ่งธรรมดาที่งดงามที่อยู่ตรงหน้าไปเรื่อยๆ เช่นรอที่จะไปชื่นชมพระอาทิตย์ขึ้น พระอาทิตย์ตกเวลาไปพักร้อนที่ใดที่หนึ่ง หรือรอที่จะไปฟังเสียงนกร้องเวลาไปเดินป่า ทั้งที่สิ่งเหล่านี้มีอยู่ทุกวันที่บ้าน

ฉันนึกถึงข้อความตอนหนึ่งที่หลวงปู่ ติช นัท ฮันท์ เขียนไว้ในเรื่อง ชีวิตเป็นสิ่งปาฏิหาริย์ (Life is a miracle) ว่า “The miracle is not to walk on water. The miracle is to walk on the green earth in the present moment, to appreciate the peace and beauty that are available now” “ปาฏิหาริย์ไม่ใช่การเดินบนผืนน้ำ ปาฏิหาริย์คือการเดินบนพื้นดินพื้นหญ้าอย่างรู้ตัว คือการชื่นชมความสงบ ความงดงามที่มีอยู่ในขณะนั้น”

เช้านี้ฉันอาบน้ำล้างหน้า ด้วยความรู้สึกขอบคุณ, รักและทนุถนอมดวงตาของตัวเอง เพราะดวงตาคู่นี้ฉันจึงได้ชื่นชมความงดงามของฟ้าสางของวันนี้

สว่างแล้ว ลงไปเดินบนพื้นหญ้าสีเขียวรับความสดชื่นในวันธรรมดาวันนี้ด้วยกันนะคะ..

If only – ขอเพียงวันนั้นหวนคืน

29598183_1841936402507664_6103486571606966272_n.jpg

1)
ลีน่ากับไซม่อนประกาศการแต่งงานแบบสายฟ้าแล่บ ทำให้เพื่อนสนิทต่างเซอร์ไพร์สไปตาม ๆ กัน ถึงแม้ทั้งคู่จะคบหาดูใจกันมานานพอควร แต่ด้วยหน้าที่การงานที่กำลังไปได้ดี บวกกับนิสัยรักสนุกและรักอิสระของคนทั้งคู่ การประกาศการแต่งงานของทั้งสองจึงทำให้หลาย ๆ คนเลิกคิ้วถามว่าเพราะเหตุใดหรือ?

เจมส์ก็ได้รับเชิญไปงานเลี้ยงซึ่งจะจัดขึ้นที่รีสอร์ทริมชายทะเลแห่งหนึ่งในอีกแค่หนึ่งสัปดาห์หลังจากที่เขาได้รับการ์ดเชิญจากไซม่อน “เชิญแต่ที่สนิทกันจริง ๆ เท่านั่นว่ะ” ไซม่อนบอกพร้อมทั้งขอโทษขอโพยในความกระทันหันที่เกิดขึ้น

เจมส์ปฏิเสธคำเชื้อเชิญจากเพื่อนสนิทด้วยเหตุผลที่ว่ามันกระทันหันเกินกว่าจะฝากฝังงานได้ บวกกับความไม่สะดวกที่จะต้องเดินทางออกนออกเมือง เจมส์บอกว่าจะเชิญทั้งคู่สามี ภรรยาใหม่ไปทานข้าวด้วยกันเดือนหน้าเพื่อฉลองโอกาสสำคัญนี้

สามเดือนผ่านไปเจมส์ยังไม่ได้ทำในสิ่งที่บอกเพื่อนไว้ เพราะงานที่ทำทำให้เขาต้องเดินทางไปต่างประเทศบ่อยรวมถึงข้ออ้างอื่นอีก จึงหาเวลาที่ทั้งสามจะเจอกันได้ยาก แต่เขาก็ยังไม่เคยลืมนัดสำคัญนี้ และคิดว่าสักวันหนึ่งจะโทรไปนัดเพื่อนเขา

2)
เบอร์นาร์ดกับเจนนิเฟอร์ตัดสินใจเริ่มชีวิตคู่กันด้วยการจดทะเบียนสมรสโดยมีพ่อแม่ของทั้งสองฝ่ายไปร่วมเป็นสักขีพยาน หลังจากการจดทะเบียนเสร็จสินแล้ว เจนนิเฟอร์เชิญพ่อแม่ของทั้งสองฝ่ายไปทานอาหารร่วมกันที่ร้านอาหารหรูแห่งหนึ่ง เธอตกลงกับเบอร์นาร์ดว่าจะไม่มีพิธีการแต่งงานใดใดเพราะทั้งคู่ต่างก็มีภาระงานที่หนักหน่วง และสถานภาพทางการเงินที่ไม่ค่อยจะดีนักของเขาและเธอ ฝ่ายผู้ใหญ่ก็มิได้ขัดอะไร แต่วันนั้นเธอขอให้ผู้มีพระคุณร่วมทานข้าวด้วยกันสักครั้ง

เบอร์นาร์ดเองถึงแม้จะไม่ได้รู้สึกตื่นเต้นกับการวางแผนของเจนนิเฟอร์ เพราะเขาเห็นว่าร้านอาหารในโรงแรมที่เจนนิเฟอร์เลือกนั้นออกจะดูฟุ่มเฟือยเกินไป แต่เขาก็ยอมเธอ

ในขณะที่ไปถึงร้านอาหารเบอร์นาร์ดได้รับโทรศัพท์จากลูกค้าให้ไปเจรจาเรื่องงานด่วน จริงๆ แล้วในใจของเขายามนั้นก็ไม่มีเรื่องใดที่สำคัญไปกว่างานที่กำลังรัดตัวนั้น เขาบอกให้เจนนิเฟอร์ทานอาหารกับพ่อแม่ไปก่อน แล้วเขาจะกลับมา

อาหารเย็นผ่านไปแล้วเบอร์นาร์ดไม่ได้กลับมาร่วมทานอาหารกับครอบครัวในวันนั้น เขาคุยงานกับลูกค้าจนดึก

3)
จอห์นหัวหน้างานฝ่ายผลิตที่สนิทสนมกับคิมมากคนหนึ่งที่ที่ทำงาน คะยั้นคะยอให้เธอไปตีกอล์ฟกับเขาแทบทุกครั้งที่เขากับเพื่อนคนงานคนอื่นๆ ไปผ่อนคลายกันที่กอล์ฟคลับที่เขาเป็นสมาชิกอยู่ในอีกเมือง แต่คิมก็สามารถผัดผ่อนได้ทุกครั้ง..

“รอให้ฉันเล่นให้เก่งกว่านี้อีกหน่อยนะ แล้วฉันจะไปลงสนามกับคุณ”
“คุณไปกับแฟร้งค์เถอะ ฉันจะเฝ้าโรงงานให้ คุณจะได้ตีกอล์ฟอย่างไม่ต้องกังวล”
“ฉันมีธุระที่จะต้องทำเสาร์นี้”
“วันหยุดมีไม่พอแล้ว ต้องเก็บเอาไว้กลับบ้าน” ฯลฯ

4)
บ่ายวันนั้นขณะที่เจมส์กำลังทำงานอยู่ เขาได้รับโทรศัพท์จากเดวิด เพื่อนในกลุ่มเดียวกันว่าไซม่อนเข้าโรงพยาบาลกระทันหันเพราะปอดทำงานไม่ปกติ

เย็นวันนั้นเจมส์และเพื่อนๆไปเยี่ยมไซม่อนที่โรงพยาบาล เขามีเครื่องช่วยหายใจครอบจมูกและปากอยู่จึงคุยได้ไม่ถนัด เจมส์จับมือเพื่อนสนิทเขาไว้แน่นกว่าทุกครั้งที่เจอกัน ดูเหมือนเขาจะรู้ว่านั่นคือครั้งสุดท้ายที่เขาจะทำได้

ไซม่อนจากไปในคืนนั้นด้วยอาการปอดล้มเหลว ด้วยอายุเพียง 32 ปี เขาได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งปอดขั้นสุดท้ายเมื่อหกเดือนที่ผ่านมา….

5)
สิบกว่าปีผ่านไป เบอร์นาร์ดกับเจนนิเฟอร์ทำธุริจสร้างเนื้อสร้างตัวขึ้นเขามีฐานะทางการเงินดีมากคนหนึ่งของเมืองนี้ เขาและเธอมีความสุขในการใช้ชีวิตคู่ด้วยกันมาโดยตลอด ทุกๆ ปีทั้งคู่จะฉลองวันครบรอบแต่งงานด้วยกันอย่างเงียบเงียบ

แต่ทุกทุกปีเบอร์นาร์ดจะอดคิดไม่ได้ว่าหากวันนี้เมื่อสิบกว่าปีที่แล้วเขาได้ทานอาหารเย็นในค่ำวันนั้นกับทุกคน เขาคงจะทำให้เจนนิเฟอร์มีความสุข มีความทรงจำที่ดีมากกว่านี้ แม้ว่าเธอจะไม่ได้เอ่ยปากบอกก็ตาม..
6)
เมื่อสามเดือนที่แล้ว จอห์นล้มทั้งยืนหน้าห้องประชุมที่ทำงาน ทุกวันนี้เขานอนเป็นอัมพาตครึ่งซีกอยู่ที่สถานพักฟื้นแห่งหนึ่ง คงอีกนานกว่าที่เธอจะไม่คิดถึงเขาทุกครั้งที่เห็นถุงกอล์ฟตั้งอยู่ในห้องเก็บของ

❣️❤️💞💕💓

ในชั่วโมงเรียนวิชาภาษาอังกฤษของชั้นมัธยมปลายที่โรงเรียนประจำอำเภอแห่งหนึ่ง เมื่อนานมาแล้ว อาจารย์คนหนึ่งกำลังได้สอนนักเรียนเรื่องการใช้ คำว่า If only… (ขอเพียงแค่…, น่าจะ…) ฉันจำได้ลางเลือนถึงการใช้คำนี้ให้ถูกต้องตามหลักไวยกรณ์ แต่ที่จำได้ขึ้นใจคือคำสอนของคุณครูที่ว่าเมื่อเราเรียนจบออกไปแล้ว ขอให้เราพยายามอย่าใช้อย่าพูดคำว่า If only ให้บ่อยครั้งนัก

วันเวลาที่ผ่านไป กับเรื่องราวที่เกิดขึ้นกับคนใกล้ตัวดั่งเรื่องที่เล่ามา ฉันจึงเริ่มเข้าใจว่าทำไมอาจารย์ถึงขอให้เราอย่าได้กลับไปเล่าสู่กันฟังด้วยการเริ่มต้นด้วยคำคำนี้ แทบทุกครั้งที่ได้ยินคำพูดที่ว่า If only….. ซึ่งเป็นการแสดงความปรารถนากับสิ่งที่ตรงข้ามกับความจริงในอดีต ฉันรู้สึกถึงความหดหู่ ความเสียดาย ความหมดหวัง และความรู้สึกของคำว่าช่วยไม่ได้ ทำอะไรไม่ได้แล้ว ติดพ่วงมาด้วยเสมอ

ใครบางคนบอกว่า คำว่า If only (ขอเพียงแค่…รู้งี้น่าจะ…) ดูเหมือนมันจะเป็นคำที่ฟังดูแล้วเศร้าที่สุดในโลก… ฉันเห็นด้วยค่ะ

ความสูญเสียที่เกิดขึ้นบางครั้งอาจไม่ใหญ่หลวงอะไร เพียงแต่เราเสียดายที่ไม่ได้ทำให้มันดีกว่าเดิม แต่บางคนอาจต้องสูญเสียมากมายนัก

ฉันนึกถึงภาพยนต์เรื่องหนึ่งชื่อ If Only (2004) คู่รักคู่หนึ่งมีปากเสียงกันอย่างรุนแรง เอียนเป็นชายหนุ่มผู้มีความมุ่งมั่นในการทำงานและแทบไม่มีเวลาสนใจความเป็นไปของแซมหญิงสาวที่เขารัก จนกระทั่งหลังมีปากเสียงกัน แซมประสบอุบัติเหตุเสียชีวิตซึ่งทำให้เอียนเสียใจมาก

ในเรื่องเอียนได้รับโอกาสในการแก้ไขสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อเขาตื่นขึ้นมาอีกวันพบว่าแซมยังไม่ตาย แต่เขารู้ว่ายังไงเขาและเธอก็จะต้องจากในที่สุด เขามีเวลาหนึ่งวันที่จะได้มีโอกาสทำในทุก ๆ อย่างที่ควรจะทำเพื่อให้เธอรู้ว่าเขารักเธอมากแค่ไหน และความรักไม่ได้สิ้นสุดลงเมื่อความตายมาเยือน

วันนั้นเขาใช้เวลาทั้งหมดที่มีทำในสิ่งตรงข้ามจากที่เคยทำ จากที่ไม่มีเวลาให้เธอมาก่อน เขาหยุดงานพาเธอไปเที่ยวนอกเมือง พาเธอไปชมวิวของเมือง กินข้าวด้วยกัน เล่นดนตรีให้เธอ ไปทานอาหารร้านที่เธอชอบแทนที่จะไปร้านที่เขาจองไว้

เขาตั้งใจทำทุกอย่างเพื่อให้เธอมีความสุข เพราะเขารู้ว่ามันเป็นวันสุดท้ายที่จะได้อยู่ด้วยกัน

หนังเรื่องนี้จบลงแบบไม่คาดฝันเพราะคนที่ตายในตอนท้ายคือเอียนเอง ไม่ใช่แซม… แต่เอียนก็ได้ใช้เวลาวันสุดท้ายของชีวิตได้อย่างเติมเต็มมากที่สุด

ทว่าชีวิตจริงไม่ใช่หนังที่เราจะหันไปแก้ไขอะไรได้และเราไม่อาจรู้ว่าเมื่อไหร่จะเป็นวันสุดท้ายของเรา

ทุกวินาทีที่ผ่านไป เราจะต้อนรับวินาทีใหม่เสมอ และไม่มีโอกาสที่จะกลับไปวินาทีเดิมอีก แต่ละการตัดสินใจ แต่ละวินาทีของชีวิตที่ถูกใช้ไปเราควรจะใช้มันด้วยความมั่นใจว่าเราจะไม่เสียใจในอีกหลาย ๆ วินาทีให้หลัง

เพราะคงไม่มีใครอยากฟังเราเริ่มประโยคด้วยคำว่า If only….. หรือถ้ารู้งี้น่าจะ…. บ่อยครั้งนัก

มีความสุขกับเช้าวันดีดีค่ะ

ดอกหญ้ากลางทุ่งกว้าง

29497554_1836722943029010_4273683725836788347_n-2.jpg

ใกล้ๆ ป่าคอนกรีตที่ฉันอาศัยอยู่ มีทุ่งหญ้าโล่งผืนเล็กๆ ผืนหนึ่ง ซึ่งฉันชอบเดินไปสูดอากาศหายใจอย่างเต็มปอดในยามเช้าของวันว่าง แสงแดดอ่อนๆ ตอนอรุณรุ่งกระทบน้ำค้างพร่างพราวระยิบระยับบนผืนหญ้า ดอกหญ้าชูช่อเล็กไร้สีสันรับตะวันอย่างรื่นเริง หมอกบางๆ พรางต้นไม้และบ้านเรือนของผู้คนที่อยู่ไกลออกไปให้เป็นสีจางๆ เป็นฉากหลังที่ดูแล้วให้ความรู้สึกว่ายามเช้าช่างเป็นช่วงเวลาที่อบอุ่นและนุ่มนวลยิ่งนัก

ฉันไม่ได้ยืนอยู่คนเดียวในทุ่งหญ้านี้ บรรดานกยางกรอกพันธุ์จีนและนกยางทั้งหลายต่างพากันแวะกินอาหารเช้าและใช้ที่นี่เป็นสถานที่พักผ่อนในระหว่างการเดินทางก่อนจะมุ่งหน้าเดินทางต่อไปยังจุดหมายเหมือนในทุกๆ ปี ดอกหญ้าโอนเอนทักทายมิตรจากแดนไกลด้วยความยินดี

ฉันนึกถึงบทกลอนเรียบง่ายที่เคยเขียนไว้ให้กำลังใจตัวเองตั้งแต่สมัยเรียนอยู่ชั้นมัธยมปลาย

“เป็นเพียงดอกหญ้าดอกหนึ่ง
ไร้ซึ่งผู้คนเอาใจใส่
ยืนล้อลู่ลมแกว่งไกว
ชูก้านไสวในสิทธิ์ตน
ชีวิตเรียบง่ายสุขล้ำ
ถูกเหยียบถูกย่ำไม่สน
แม้เจ็บแสนเจ็บจำทน
ทะนงตนเพียงหยัดอยู่คู่พื้นดิน”

หลายต่อหลายปีผ่านไป…ฉันยังจำกลอนบทนี้ได้แม่นยำนัก ฉันเคยหลงใหลในความงามที่เรียบง่าย ความน่ารัก ของดอกหญ้ายังไง ตอนนี้ก็ยังหลงรักไม่เปลี่ยน ฉันเคยทึ่งในความแข็งแกร่งของดอกหญ้ามากแค่ไหน ฉันยังคงชื่นชมเหมือนเมื่อครั้งก่อน แต่มีสิ่งหนึ่งหนึ่งที่ฉันมองดอกหญ้าด้วยสายตาที่ต่างไป…

นอกเหนือไปจากการยืนอยู่เพื่อตัวเองอย่างในบทกลอนนั้น วันนี้ฉันยังเห็นว่าดอกหญ้าในทุ่งกว้างยืนหยัดเพื่อผู้อื่นอีกด้วย โดยไม่เลือกว่าจะเป็นสิ่งมีชีวิตที่เล็กหรือใหญ่ ดอกหญ้าใบหญ้าเป็นแหล่งพักพิงของหมู่แมลงมากมาย เป็นแหล่งอาหารสำคัญของอาคันตุกะและเจ้าถิ่นต่างๆ หลายต่อหลายชีวิต และทุ่งหญ้าสีเขียวยังเป็นที่พักพิงสายตาและหัวใจให้ฉันที่ยืนมองอยู่ทุกวี่วัน…งดงามเหลือเกิน

คนเราก็ไม่ต่างกัน…คนที่มีชีวิตอยู่เพื่อสิ่งอื่นด้วยนอกเหนือไปจากการมีชีวิตอยู่เพื่อตัวเองนั้น ฉันคิดว่าเขาเป็นคนที่สวยงามและหล่อเหลาไม่สร่างไม่ว่าจะอายุมากเท่าไหร่ ว่ากันว่าเพราะคนคนนั้นได้ย้ายความหล่อความสวยงามจากบนใบหน้าไปอยู่ที่หัวใจเมื่อมีวัยที่เพิ่มขึ้นนั่นเอง และการที่จะมีหัวใจที่เต้นเพื่อผู้อื่นได้ หัวใจนั้นต้องเต็มเปี่ยมไปด้วยความรัก ความเมตตา ทั้งต่อตัวเองและเผื่อแผ่ไปหาผู้อื่น คุณสมบัติพิเศษที่แม้แต่คนตาบอดก็รับรู้และคนหูหนวกก็เข้าใจ

..

เป็นเพียงดอกหญ้าดอกหนึ่ง
ไร้ซึ่งผู้คนเอาใจใส่
ยืนล้อลู่ลมแกว่งไกว
ชูก้านไสวในสิทธิ์ตน
ชีวิตเรียบง่ายสุขนัก
แบ่งปันด้วยรักทุกแห่งหน
เมตตาสรรพสิ่ง-ผู้คน
ให้เพื่อลดตัวตน…ให้เท่าที่มี

บทกลอนนี้นี้ขอมอบแด่คนธรรมดาๆ อย่างเราๆ ทั้งหลาย ที่รู้ว่า…ของขวัญอันล้ำค่าในชีวิตคือ ‘ความรัก’ และความสุขอย่างยิ่งในชีวิตคือ ‘การแบ่งปัน’ ค่ะ

สุขสันต์วันแห่งการหยิบยื่นนะคะ

สมการการอดออม

29595431_1835532433148061_6775252001327683667_n.jpg
หลายปีมาแล้วที่ได้รับเอาแนวคิดเรื่อง Jars money management system หรือการบริหารเงินในแบบกระปุกมาใช้กับตัวเอง หลังจากได้เข้ารับการอบรมสัมมนาเรื่องการจัดการด้านการเงิน โดยนักพูดนักเขียนด้านการเงินการลงทุนชื่อดัง ฮาร์ฟ เอ็คเคอร์ T. Harv Eker เมื่อเขาจัดสัมมนาที่สิงคโปร์ จึงอยากจะนำเอาวิธีที่ได้เรียนรู้มาแบ่งปันค่ะ
วิธีการจัดการด้านการเงินแบบง่ายๆ และมีประสิทธิภาพสูงที่ว่านั้นก็คือให้เราคิดว่าพอได้เงินเดือนมาเราจะเอาแบ่งใส่ไว้ในกระปุกที่มีวัตถุประสงค์ที่ต่างกันแล้วใช้เงินตามนั้น ซึ่งในความเป็นจริงเราอาจแยกรายได้ของเราไว้ใน 6 บัญชีต่างกันตามสัดส่วนของรายได้ดังนี้
1. บัญชีเพื่ออิสรภาพทางการเงิน 10%
2. บัญชีออมทรัพย์ระยะยาว 10%
3. บัญชีเพื่อการเรียนรู้ 10%
4. บัญชีค่าใช้จ่ายที่จำเป็น 50%
5. บัญชีเพื่อการผ่อนคลาย 10%
6. บัญชีสำหรับการให้ 10%
รายได้หรือเงินเดือนในที่นี้ยังไม่รวมโบนัสหรือเงินปันผลนะคะ โบนัสอาจเก็บไว้เป็นเงินสำรองในวันฝนตกก็ได้ หรืออาจใช้เสริมในส่วนที่เกินในบางบัญชี หรือใช้ในการลงทุนที่มีอัตราเสี่ยงสูงขึ้นได้
บัญชีเพื่ออิสรภาพทางการเงิน – บัญชีนี้จะไม่มีการนำมาใช้จ่ายเลย เงินในบัญชีนี้ควรเป็นบัญชีฝากประจำเท่านั้น ดอกเบี้ยจากเงินในบัญชีนี้ควรใช้สมทบเป็นต้นทุนให้งอกเงยต่อไป ไม่มีการถอนมาใช้ ให้เปรียบเงินในบัญชีนี้เหมือนแม่ห่านที่ออกไข่ทองคำ ถ้าเราใช้เงินในบัญชีนี้ก็เหมือนเป็นการฆ่าแม่ห่านที่จะออกไข่ทองคำ ถ้าเราเปรียบดอกเบี้ยที่ได้รับเป็นเหมือนลูกห่านที่รอวันเติบโตเป็นแม่ห่าน ในวันข้างหน้าเราก็จะมีแม่ห่านที่จะออกไข่ทองคำให้เราได้มากขึ้น บัญชีนี้จะได้ดอกเบี้ยทบต้น
บัญชีออมทรัพย์ระยะยาว – ในบัญชีนี้ออมไว้สำหรับค่าใช้จ่ายที่เป็นก้อนโตๆ เช่นดาวน์บ้าน ดาวน์รถ ค่าเล่าเรียนของลูกในวันข้างหน้า หรือเก็บไว้ใช้ในยามฉุกเฉิน หากไม่มีเหตุดังกล่าวบัญชีนี้จะไม่ถูกแตะต้องเลย
บัญชีเพื่อการเรียนรู้ – สำหรับการเพิ่มความรู้ให้กับตัวเอง เช่นการซื้อหนังสือ การไปฟังการสัมมนา การเข้าร่วมกิจกรรมที่เป็นการพัฒนาความรู้ ความสามารถ ความคิด ฯลฯ เพราะเราทุกคนต้องเรียนรู้เพื่อการปรับตัวให้เข้ากับสภาพการเปลี่ยนแปลงที่มีอยู่อย่างต่อเนื่อง เราต้องสร้างความมั่นใจให้ตัวเองด้วยการเรียนรู้และลองทำดู ถ้าเราไม่พัฒนาตัวเรา เราจะตามไม่ทันโลกในที่สุด เบนจามิน แฟรงค์คลิน รัฐบุรุษผู้ยิ่งใหญ่แห่งสหรัฐอเมริกาเคยกล่าวเอาไว้ว่า “หากคุณคิดว่าการศึกษาเรียนรู้เป็นสิ่งที่แพงเกินไป ก็ลองไม่ใส่ใจมันดูสิ” (แล้วคุณจะรู้ว่าค่าของความรู้เท่าไม่ถึงการณ์นั้นมันแพงสักเท่าใด)
บัญชีค่าใช้จ่ายที่จำเป็น – เงินก้อนนี้ใช้สำหรับค่าใช้จ่ายประจำวันค่ะ เช่นค่าผ่อนบ้าน เงินเดือนพ่อแม่ ค่าโทรศัพท์ ค่าน้ำ ค่าไฟ เสื้อผ้า อาหาร ค่าเดินทาง ค่าแต่งตัว ฯลฯ หาก 50% นี้ไม่เพียงพอต่อค่าใช้จ่ายของเรา มีวิธีเดียวที่จะทำได้คือปรับแผนการใช้ชีวิตใหม่ คุยกับตัวเองให้มากขึ้น รู้จักตัวเองให้มากขึ้น หากขับรถก็คงต้องลองใช้บริการขนส่งอื่นๆ เช่นรถไฟ รถบัส รถแท็กซี่ อาจต้องกินข้าวในร้านอาหารน้อยลง อาจจะต้องใส่กางเกงยีนส์ลีวาย แทนที่จะซื้อของอามานี่ อาจใช้กระเป๋าแบรนด์ไทยที่อ่านชื่อได้ชัดเจนแทนที่จะใช้แต่คุณหลุยส์ อาจช้อปปิ้งน้อยลง
ช่วงแรกเราอาจรู้สึกอึดอัดกับการจัดขอบเขตการใช้จ่ายของตัวเอง แต่เชื่อเถอะค่ะมนุษย์เรามีพรสวรรค์ในการปรับตัวเพื่อความอยู่รอดเสมอ เมื่อเวลาผ่านไปเราจะรู้สึกว่าการใช้ชีวิตที่เรียบง่ายมันไม่ได้ยากลำบากอย่างที่คิด ถ้าเรามีจุดมุ่งหมายในชีวิตที่ชัดเจน คิดเสียว่ายังไงสิ่งที่เราอยากได้ มันก็จะไม่มีวันสิ้นสุด
แต่ถ้ายังจ่ายไม่หมดเงินส่วนนี้ก็สามารถเอาไปเก็บเพื่อลงทุนอื่นๆได้
บัญชีเพื่อการผ่อนคลาย – บัญชีนี้เราควรจ่ายให้หมดทุกเดือนหรืออาจทุก 3 เดือน ไม่ควรเก็บไว้เพราะมันเป็นเงินก้อนที่ต้องจ่ายเพื่อความสุขเล็กๆน้อยๆ เป็นการให้รางวัลชีวิต มันจะทำให้เรารู้สึกดีที่มีเงินใช้จ่าย เป็นกำลังใจให้เราทำงานต่อไป เราไม่ควรรู้สึกเสียดายที่จะใช้เงินก้อนนี้ ใช้เงินก้อนนี้ทำในสิ่งที่เราอยากทำเช่นไปเที่ยวพักร้อนกับครอบครัว ไปสปา ไปทานอาหารมื้อหรูกับคนที่เรารัก ซื้อของใช้ส่วนตัวที่อยากได้มานานเช่น โทรศัพท์มือถือรุ่นใหม่ กล้องถ่ายรูป ฯลฯ
บัญชีสำหรับการให้ – สำหรับการบริจาคทั่วไป ทำบุญ ช่วยเหลือผู้ที่ด้อยโอกาสกว่าเรา ให้ผู้ใหญ่ที่เคารพนับถือไว้ใช้ การให้ถือเป็นสิ่งสำคัญ เพราะมันทำให้เรารู้สึกดีที่มีโอกาสเป็นผู้ให้ ช่วยให้ชีวิตเรามีค่ามีความหมายมากขึ้น
โปรดสังเกตลำดับการจัดเงินใส่บัญชีนะคะ เงินเก็บสำหรับตัวเองจะมาก่อน (pay yourself first!) เพราะเราจะต้องจ่ายให้ตัวเองก่อนเสมอ
สมการ เงินเก็บ = รายได้ – รายจ่าย นั้นมักไม่ได้ผล เพราะส่วนใหญ่มันจะไม่เหลือให้เก็บดั่งที่ตั้งใจเอาไว้ ดังนั้นสิ่งแรกที่จะต้องทำในทุกๆเดือนเมื่อเงินเดือนออกก็คือเก็บก่อนแล้วจ่ายที่เหลือ
ถ้าอยากรู้ว่าตอนนี้เราควรจะเก็บเงินได้เท่าไหร่จึงจะอยู่ในระดับที่ว่าใช้ได้ คุณเดิมพัน อยู่วิทยาแนะนำสูตรเอาไว้คือ
รายได้ต่อปี / 10 x อายุ = เงินเก็บที่ควรจะมี
สมมติว่ามีรายได้ต่อปีปีละ 1,000,000 บาท ขณะนี้อายุ 40 ปี คนคนนี้คงจะมีเงินเก็บ 4,000,000 บาท
(แต่หากยังไม่มีมากมายตามนี้ก็ไม่ต้องตกใจค่ะ เพราะเราอยู่ในกลุ่มคนหมู่ใหญ่ 90% มีเงินเก็บไม่ถึงตามสูตรนี้ค่ะ
วิธีการจัดการด้านการเงินวิธีนี้ใช้ได้ผลดีกับตัวเองมาตลอดระยะเวลาหลายปีที่มาอยู่ที่นี่ อาจเป็นเพราะค่าครองชีพของที่นี่ต่ำกว่าที่เมืองไทยก็เป็นได้ ดังนั้นลองคำนวนดูนะคะว่าจะสามารถใช้วิธีนี้ได้หรือเปล่า อีกอย่างหนึ่งที่จะทำให้วิธีนี้มีประสิทธิภาพคือความมีระเบียบวินัยในตัวเอง สำคัญอย่างยิ่ง ต้องทำจนเป็นนิสัย ไม่ว่าจะเงินเดือนมากหรือน้อยก็ลองใช้ได้ และหากทำได้เมื่ออายุยังน้อยจะยิ่งดีค่ะ
ที่ผ่านมาวิธีการบริหารเงินแบบนี้นอกจากจะช่วยให้รู้สึกมีความมั่นคงด้านการเงินแล้ว และยังช่วยให้สามารถดำรงชีวิตแบบมีชีวิตได้เพราะวิธีนี้ครอบคลุมทุกส่วนของการเป็นอยู่ในสังคมของเรา
สุขสันต์วันที่เราทำมาหากิน เก็บออมด้วยความสุจริตใจค่ะ

กัลยาณมิตร

29542579_1832046636829974_3490684737829611362_n.jpg
งานที่ฉันอยู่ทำให้ฉันได้ตำแหน่งสาวโรงงานมาครองโดยอัตโนมัติเพราะฉันทำงานร่วมกับฝ่ายผลิตอย่างใกล้ชิด และในที่ทำงานนั้นฉันก็มีเพื่อนชาวโรงงานด้วยกันมากมาย หนึ่งในนั้นคือ ราจัน ฉันรู้จักเขามาเกือบสิบปีได้ และเราเคยทำงานร่วมกันในหลายๆโปรเจกที่ผ่านมา วันนี้ฉันบังเอิญได้เจอกับเขาตอนที่ไปตรวจดูงานในโรงงานก่อนเที่ยง เมื่อทักทายกันจนได้เวลาพอควร ราจันก็บอกว่าเขากำลังจะไปทานกลางวัน ก็เลยชวนฉันไปทานด้วย
ราจันเป็นชาวแขกที่เลื่อมใสในพระพุทธศาสนาเป็นอย่างมาก เขาเคยบวชเรียนกับพระอาจารย์ชาวพม่าเป็นเวลาพอสมควร แต่สึกออกมาหลังจากที่พ่อของเขาเสียไปเพื่อมาดูแลแม่ที่ชราภาพแล้ว แต่เขาก็ยังคงฝึกปฏิบัติเรื่อยมา
อุปนิสัยของฉันกับราจันนั้นแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
ราจันไปพักผ่อนในวันหยุดโดยการไปปฏิบัติธรรมที่สำนักนั้น ที่วัดนี้ ฉันไปชายทะเล เที่ยวเมืองนั้น เมืองนี้
ราจันซื้อหนังสือธรรมะมาฝาก ฉันซื้อของขบเคี้ยวมาให้
ในการทำงานราจันโอนอ่อนผ่อนตาม ฉันไม่ยอมใครง่ายๆ
ราจันเป็นคนตาม ฉันชอบนำ
เวลามีปัญหาในเรื่องงาน ราจันนิ่ง ฉันตื่นเต้น
ราจันทำงานเพื่อรายได้ที่พอประทังครอบครัว ฉันทำงานด้วยความคาดหวังในความก้าวหน้าอย่างเต็มที่
นอกเหนือจากความต่าง เราก็ยังมีสิ่งที่คล้ายกันอยู่บ้างคือ เราละเว้นการทานเนื้อสัตว์เหมือนกัน เราชอบทำบุญเหมือนกัน เราชอบช่วยเหลือสุนัขและแมวไร้บ้านเหมือนกัน และฉันยังพอพูดคุยเรื่องศาสนาพุทธกับเขาด้วยความรู้อันน้อยนิดที่มี นั่นก็เพราะฉันได้เกิดมาในสังคมชาวพุทธ และฉันได้เคยเรียนวิชาจริยธรรมและพุทธศาสนาในระดับมัธยม (แต่ไม่ได้ปฏิบัติอย่างจริงจัง) แค่นี้เราก็เป็นเพื่อนกันมานาน..
ราจันถามฉันว่า “งานหนักมากเลยหรือ ไม่ค่อยเห็นที่ตึกโรงงานเลยพักนี้ และดูท่าทางคุณเหนื่อยมากนะ” ฉันบอกเขาไปว่า “ไม่รู้ฉันตัดสินใจผิดหรือถูกที่รับงานหัวหน้าโปรเจคใหญ่แบบนี้ มันอาจเกินตัว เกินความสามารถของฉันจริงๆ นั่นแหละ” เขาก็บอกว่า “คุณน่าจะลองปล่อยๆไปเสียบ้างกับการแบกความคาดหวังไว้สูงๆน่ะ”
ฉันก็ตอบไปว่า “ฉันไม่ได้คาดหวังกับคนอื่นมากนักแต่กับตัวเองเท่านั้น และในขณะนี้ซึ่งเป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของงาน กับหน้าที่ที่มีจะให้ปล่อยยังไง?” เขาก็พูดว่า “โชคดีที่ผมไม่มีภาระอย่างคุณ”
แล้วราจันก็เล่าเรื่องที่เขาเคยอ่านจากหนังสือของหลวงปู่ ติช นัท ฮันท์ เล่มหนึ่งว่า วันหนึ่งสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ากำลังนั่งอยู่ในป่าใกล้เมืองเวสาลีพร้อมด้วยพระสงฆ์จำนวนเกือบสามสิบรูป ซึ่งเป็นเวลาช่วงบ่ายที่พระสงฆ์กำลังจะสนทนาธรรมกัน ก็มีชาวนาคนหนึ่งเดินเข้ามาด้วยท่าทีที่หงุดหงิด หัวเสีย ชาวนาเล่าว่าวัวทั้งสิบสองตัวของเขาหายไป เขาจึงมาถามพระพุทธเจ้าและพระสงฆ์ว่าเห็นวัวของเขาผ่านมาทางนั้นหรือเปล่า ชาวนาก็ยังเล่าต่ออีกว่าไร่งาของเขาก็ถูกแมลงกัดกิน เสียหายหมดเลย เขาบอกอีกว่า
“นี่พระ..ฉันคิดว่าฉันกำลังจะตาย ฉันเป็นคนที่ไม่มีความสุขที่สุดในโลก” พระพุทธเจ้าตรัสตอบไปว่า “เราไม่เห็นวัวของท่านผ่านมมาทางนี้หรอก ขอให้ไปหาอีกทาง”
เมื่อชาวนาจากไปแล้ว พระพุทธองค์ก็ทรงตรัสกับพระสงฆ์ในที่นั้นว่า “ภิกษุทั้งหลาย ท่านเป็นผู้ที่โชคดีที่สุดแล้ว เพราะท่านไม่มีวัวอยู่เลยสักตัว”
ฉันหัวเราะออกมาเป็นครั้งแรกของวัน..อาหารกลางวันวันนี้ ฉันรู้สึกอิ่มใจเป็นที่สุด
งานในช่วงบ่ายก็ยังวุ่นเป็นปกติของวัน แต่ฉันก็รู้สึกดีขึ้นด้วยรู้ว่าสักวันหนึ่งฉันจะปล่อยวัวเหล่านั้นออกไปจากชีวิตฉันได้
หากกัลยาณมิตรคือ มิตรผู้เพียบพร้อมด้วยคุณธรรม มีความตั้งใจประพฤติปฏิบัติธรรม ทำหน้าที่ของชาวพุทธที่ดี เพื่อยังประโยชน์ให้ถึงพร้อมทั้งแก่ตนเองและผู้อื่น ผู้สั่งสอนแนะนำ ชักนำไปในหนทางที่ถูกต้องดีงาม ราจันก็เป็นกัลยาณมิตรของฉัน จากนี้ไปฉันคงต้องเรียนรู้ทางธรรมะให้มากขึ้นเพื่อที่ฉันจะได้เป็นกัลยาณมิตรตอบให้เขาและแก่คนอื่นๆ ด้วย
🌸💐🌼🌷
มีความสุขในเช้าวันที่เราถูกแวดล้อมด้วยกัลยาณมิตรค่ะ
ว่าแต่….วันนี้คุณมีวัวหลายตัวไหมคะ?
😄😅