If only – ขอเพียงวันนั้นหวนคืน

29598183_1841936402507664_6103486571606966272_n.jpg

1)
ลีน่ากับไซม่อนประกาศการแต่งงานแบบสายฟ้าแล่บ ทำให้เพื่อนสนิทต่างเซอร์ไพร์สไปตาม ๆ กัน ถึงแม้ทั้งคู่จะคบหาดูใจกันมานานพอควร แต่ด้วยหน้าที่การงานที่กำลังไปได้ดี บวกกับนิสัยรักสนุกและรักอิสระของคนทั้งคู่ การประกาศการแต่งงานของทั้งสองจึงทำให้หลาย ๆ คนเลิกคิ้วถามว่าเพราะเหตุใดหรือ?

เจมส์ก็ได้รับเชิญไปงานเลี้ยงซึ่งจะจัดขึ้นที่รีสอร์ทริมชายทะเลแห่งหนึ่งในอีกแค่หนึ่งสัปดาห์หลังจากที่เขาได้รับการ์ดเชิญจากไซม่อน “เชิญแต่ที่สนิทกันจริง ๆ เท่านั่นว่ะ” ไซม่อนบอกพร้อมทั้งขอโทษขอโพยในความกระทันหันที่เกิดขึ้น

เจมส์ปฏิเสธคำเชื้อเชิญจากเพื่อนสนิทด้วยเหตุผลที่ว่ามันกระทันหันเกินกว่าจะฝากฝังงานได้ บวกกับความไม่สะดวกที่จะต้องเดินทางออกนออกเมือง เจมส์บอกว่าจะเชิญทั้งคู่สามี ภรรยาใหม่ไปทานข้าวด้วยกันเดือนหน้าเพื่อฉลองโอกาสสำคัญนี้

สามเดือนผ่านไปเจมส์ยังไม่ได้ทำในสิ่งที่บอกเพื่อนไว้ เพราะงานที่ทำทำให้เขาต้องเดินทางไปต่างประเทศบ่อยรวมถึงข้ออ้างอื่นอีก จึงหาเวลาที่ทั้งสามจะเจอกันได้ยาก แต่เขาก็ยังไม่เคยลืมนัดสำคัญนี้ และคิดว่าสักวันหนึ่งจะโทรไปนัดเพื่อนเขา

2)
เบอร์นาร์ดกับเจนนิเฟอร์ตัดสินใจเริ่มชีวิตคู่กันด้วยการจดทะเบียนสมรสโดยมีพ่อแม่ของทั้งสองฝ่ายไปร่วมเป็นสักขีพยาน หลังจากการจดทะเบียนเสร็จสินแล้ว เจนนิเฟอร์เชิญพ่อแม่ของทั้งสองฝ่ายไปทานอาหารร่วมกันที่ร้านอาหารหรูแห่งหนึ่ง เธอตกลงกับเบอร์นาร์ดว่าจะไม่มีพิธีการแต่งงานใดใดเพราะทั้งคู่ต่างก็มีภาระงานที่หนักหน่วง และสถานภาพทางการเงินที่ไม่ค่อยจะดีนักของเขาและเธอ ฝ่ายผู้ใหญ่ก็มิได้ขัดอะไร แต่วันนั้นเธอขอให้ผู้มีพระคุณร่วมทานข้าวด้วยกันสักครั้ง

เบอร์นาร์ดเองถึงแม้จะไม่ได้รู้สึกตื่นเต้นกับการวางแผนของเจนนิเฟอร์ เพราะเขาเห็นว่าร้านอาหารในโรงแรมที่เจนนิเฟอร์เลือกนั้นออกจะดูฟุ่มเฟือยเกินไป แต่เขาก็ยอมเธอ

ในขณะที่ไปถึงร้านอาหารเบอร์นาร์ดได้รับโทรศัพท์จากลูกค้าให้ไปเจรจาเรื่องงานด่วน จริงๆ แล้วในใจของเขายามนั้นก็ไม่มีเรื่องใดที่สำคัญไปกว่างานที่กำลังรัดตัวนั้น เขาบอกให้เจนนิเฟอร์ทานอาหารกับพ่อแม่ไปก่อน แล้วเขาจะกลับมา

อาหารเย็นผ่านไปแล้วเบอร์นาร์ดไม่ได้กลับมาร่วมทานอาหารกับครอบครัวในวันนั้น เขาคุยงานกับลูกค้าจนดึก

3)
จอห์นหัวหน้างานฝ่ายผลิตที่สนิทสนมกับคิมมากคนหนึ่งที่ที่ทำงาน คะยั้นคะยอให้เธอไปตีกอล์ฟกับเขาแทบทุกครั้งที่เขากับเพื่อนคนงานคนอื่นๆ ไปผ่อนคลายกันที่กอล์ฟคลับที่เขาเป็นสมาชิกอยู่ในอีกเมือง แต่คิมก็สามารถผัดผ่อนได้ทุกครั้ง..

“รอให้ฉันเล่นให้เก่งกว่านี้อีกหน่อยนะ แล้วฉันจะไปลงสนามกับคุณ”
“คุณไปกับแฟร้งค์เถอะ ฉันจะเฝ้าโรงงานให้ คุณจะได้ตีกอล์ฟอย่างไม่ต้องกังวล”
“ฉันมีธุระที่จะต้องทำเสาร์นี้”
“วันหยุดมีไม่พอแล้ว ต้องเก็บเอาไว้กลับบ้าน” ฯลฯ

4)
บ่ายวันนั้นขณะที่เจมส์กำลังทำงานอยู่ เขาได้รับโทรศัพท์จากเดวิด เพื่อนในกลุ่มเดียวกันว่าไซม่อนเข้าโรงพยาบาลกระทันหันเพราะปอดทำงานไม่ปกติ

เย็นวันนั้นเจมส์และเพื่อนๆไปเยี่ยมไซม่อนที่โรงพยาบาล เขามีเครื่องช่วยหายใจครอบจมูกและปากอยู่จึงคุยได้ไม่ถนัด เจมส์จับมือเพื่อนสนิทเขาไว้แน่นกว่าทุกครั้งที่เจอกัน ดูเหมือนเขาจะรู้ว่านั่นคือครั้งสุดท้ายที่เขาจะทำได้

ไซม่อนจากไปในคืนนั้นด้วยอาการปอดล้มเหลว ด้วยอายุเพียง 32 ปี เขาได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งปอดขั้นสุดท้ายเมื่อหกเดือนที่ผ่านมา….

5)
สิบกว่าปีผ่านไป เบอร์นาร์ดกับเจนนิเฟอร์ทำธุริจสร้างเนื้อสร้างตัวขึ้นเขามีฐานะทางการเงินดีมากคนหนึ่งของเมืองนี้ เขาและเธอมีความสุขในการใช้ชีวิตคู่ด้วยกันมาโดยตลอด ทุกๆ ปีทั้งคู่จะฉลองวันครบรอบแต่งงานด้วยกันอย่างเงียบเงียบ

แต่ทุกทุกปีเบอร์นาร์ดจะอดคิดไม่ได้ว่าหากวันนี้เมื่อสิบกว่าปีที่แล้วเขาได้ทานอาหารเย็นในค่ำวันนั้นกับทุกคน เขาคงจะทำให้เจนนิเฟอร์มีความสุข มีความทรงจำที่ดีมากกว่านี้ แม้ว่าเธอจะไม่ได้เอ่ยปากบอกก็ตาม..
6)
เมื่อสามเดือนที่แล้ว จอห์นล้มทั้งยืนหน้าห้องประชุมที่ทำงาน ทุกวันนี้เขานอนเป็นอัมพาตครึ่งซีกอยู่ที่สถานพักฟื้นแห่งหนึ่ง คงอีกนานกว่าที่เธอจะไม่คิดถึงเขาทุกครั้งที่เห็นถุงกอล์ฟตั้งอยู่ในห้องเก็บของ

❣️❤️💞💕💓

ในชั่วโมงเรียนวิชาภาษาอังกฤษของชั้นมัธยมปลายที่โรงเรียนประจำอำเภอแห่งหนึ่ง เมื่อนานมาแล้ว อาจารย์คนหนึ่งกำลังได้สอนนักเรียนเรื่องการใช้ คำว่า If only… (ขอเพียงแค่…, น่าจะ…) ฉันจำได้ลางเลือนถึงการใช้คำนี้ให้ถูกต้องตามหลักไวยกรณ์ แต่ที่จำได้ขึ้นใจคือคำสอนของคุณครูที่ว่าเมื่อเราเรียนจบออกไปแล้ว ขอให้เราพยายามอย่าใช้อย่าพูดคำว่า If only ให้บ่อยครั้งนัก

วันเวลาที่ผ่านไป กับเรื่องราวที่เกิดขึ้นกับคนใกล้ตัวดั่งเรื่องที่เล่ามา ฉันจึงเริ่มเข้าใจว่าทำไมอาจารย์ถึงขอให้เราอย่าได้กลับไปเล่าสู่กันฟังด้วยการเริ่มต้นด้วยคำคำนี้ แทบทุกครั้งที่ได้ยินคำพูดที่ว่า If only….. ซึ่งเป็นการแสดงความปรารถนากับสิ่งที่ตรงข้ามกับความจริงในอดีต ฉันรู้สึกถึงความหดหู่ ความเสียดาย ความหมดหวัง และความรู้สึกของคำว่าช่วยไม่ได้ ทำอะไรไม่ได้แล้ว ติดพ่วงมาด้วยเสมอ

ใครบางคนบอกว่า คำว่า If only (ขอเพียงแค่…รู้งี้น่าจะ…) ดูเหมือนมันจะเป็นคำที่ฟังดูแล้วเศร้าที่สุดในโลก… ฉันเห็นด้วยค่ะ

ความสูญเสียที่เกิดขึ้นบางครั้งอาจไม่ใหญ่หลวงอะไร เพียงแต่เราเสียดายที่ไม่ได้ทำให้มันดีกว่าเดิม แต่บางคนอาจต้องสูญเสียมากมายนัก

ฉันนึกถึงภาพยนต์เรื่องหนึ่งชื่อ If Only (2004) คู่รักคู่หนึ่งมีปากเสียงกันอย่างรุนแรง เอียนเป็นชายหนุ่มผู้มีความมุ่งมั่นในการทำงานและแทบไม่มีเวลาสนใจความเป็นไปของแซมหญิงสาวที่เขารัก จนกระทั่งหลังมีปากเสียงกัน แซมประสบอุบัติเหตุเสียชีวิตซึ่งทำให้เอียนเสียใจมาก

ในเรื่องเอียนได้รับโอกาสในการแก้ไขสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อเขาตื่นขึ้นมาอีกวันพบว่าแซมยังไม่ตาย แต่เขารู้ว่ายังไงเขาและเธอก็จะต้องจากในที่สุด เขามีเวลาหนึ่งวันที่จะได้มีโอกาสทำในทุก ๆ อย่างที่ควรจะทำเพื่อให้เธอรู้ว่าเขารักเธอมากแค่ไหน และความรักไม่ได้สิ้นสุดลงเมื่อความตายมาเยือน

วันนั้นเขาใช้เวลาทั้งหมดที่มีทำในสิ่งตรงข้ามจากที่เคยทำ จากที่ไม่มีเวลาให้เธอมาก่อน เขาหยุดงานพาเธอไปเที่ยวนอกเมือง พาเธอไปชมวิวของเมือง กินข้าวด้วยกัน เล่นดนตรีให้เธอ ไปทานอาหารร้านที่เธอชอบแทนที่จะไปร้านที่เขาจองไว้

เขาตั้งใจทำทุกอย่างเพื่อให้เธอมีความสุข เพราะเขารู้ว่ามันเป็นวันสุดท้ายที่จะได้อยู่ด้วยกัน

หนังเรื่องนี้จบลงแบบไม่คาดฝันเพราะคนที่ตายในตอนท้ายคือเอียนเอง ไม่ใช่แซม… แต่เอียนก็ได้ใช้เวลาวันสุดท้ายของชีวิตได้อย่างเติมเต็มมากที่สุด

ทว่าชีวิตจริงไม่ใช่หนังที่เราจะหันไปแก้ไขอะไรได้และเราไม่อาจรู้ว่าเมื่อไหร่จะเป็นวันสุดท้ายของเรา

ทุกวินาทีที่ผ่านไป เราจะต้อนรับวินาทีใหม่เสมอ และไม่มีโอกาสที่จะกลับไปวินาทีเดิมอีก แต่ละการตัดสินใจ แต่ละวินาทีของชีวิตที่ถูกใช้ไปเราควรจะใช้มันด้วยความมั่นใจว่าเราจะไม่เสียใจในอีกหลาย ๆ วินาทีให้หลัง

เพราะคงไม่มีใครอยากฟังเราเริ่มประโยคด้วยคำว่า If only….. หรือถ้ารู้งี้น่าจะ…. บ่อยครั้งนัก

มีความสุขกับเช้าวันดีดีค่ะ

ดอกหญ้ากลางทุ่งกว้าง

29497554_1836722943029010_4273683725836788347_n-2.jpg

ใกล้ๆ ป่าคอนกรีตที่ฉันอาศัยอยู่ มีทุ่งหญ้าโล่งผืนเล็กๆ ผืนหนึ่ง ซึ่งฉันชอบเดินไปสูดอากาศหายใจอย่างเต็มปอดในยามเช้าของวันว่าง แสงแดดอ่อนๆ ตอนอรุณรุ่งกระทบน้ำค้างพร่างพราวระยิบระยับบนผืนหญ้า ดอกหญ้าชูช่อเล็กไร้สีสันรับตะวันอย่างรื่นเริง หมอกบางๆ พรางต้นไม้และบ้านเรือนของผู้คนที่อยู่ไกลออกไปให้เป็นสีจางๆ เป็นฉากหลังที่ดูแล้วให้ความรู้สึกว่ายามเช้าช่างเป็นช่วงเวลาที่อบอุ่นและนุ่มนวลยิ่งนัก

ฉันไม่ได้ยืนอยู่คนเดียวในทุ่งหญ้านี้ บรรดานกยางกรอกพันธุ์จีนและนกยางทั้งหลายต่างพากันแวะกินอาหารเช้าและใช้ที่นี่เป็นสถานที่พักผ่อนในระหว่างการเดินทางก่อนจะมุ่งหน้าเดินทางต่อไปยังจุดหมายเหมือนในทุกๆ ปี ดอกหญ้าโอนเอนทักทายมิตรจากแดนไกลด้วยความยินดี

ฉันนึกถึงบทกลอนเรียบง่ายที่เคยเขียนไว้ให้กำลังใจตัวเองตั้งแต่สมัยเรียนอยู่ชั้นมัธยมปลาย

“เป็นเพียงดอกหญ้าดอกหนึ่ง
ไร้ซึ่งผู้คนเอาใจใส่
ยืนล้อลู่ลมแกว่งไกว
ชูก้านไสวในสิทธิ์ตน
ชีวิตเรียบง่ายสุขล้ำ
ถูกเหยียบถูกย่ำไม่สน
แม้เจ็บแสนเจ็บจำทน
ทะนงตนเพียงหยัดอยู่คู่พื้นดิน”

หลายต่อหลายปีผ่านไป…ฉันยังจำกลอนบทนี้ได้แม่นยำนัก ฉันเคยหลงใหลในความงามที่เรียบง่าย ความน่ารัก ของดอกหญ้ายังไง ตอนนี้ก็ยังหลงรักไม่เปลี่ยน ฉันเคยทึ่งในความแข็งแกร่งของดอกหญ้ามากแค่ไหน ฉันยังคงชื่นชมเหมือนเมื่อครั้งก่อน แต่มีสิ่งหนึ่งหนึ่งที่ฉันมองดอกหญ้าด้วยสายตาที่ต่างไป…

นอกเหนือไปจากการยืนอยู่เพื่อตัวเองอย่างในบทกลอนนั้น วันนี้ฉันยังเห็นว่าดอกหญ้าในทุ่งกว้างยืนหยัดเพื่อผู้อื่นอีกด้วย โดยไม่เลือกว่าจะเป็นสิ่งมีชีวิตที่เล็กหรือใหญ่ ดอกหญ้าใบหญ้าเป็นแหล่งพักพิงของหมู่แมลงมากมาย เป็นแหล่งอาหารสำคัญของอาคันตุกะและเจ้าถิ่นต่างๆ หลายต่อหลายชีวิต และทุ่งหญ้าสีเขียวยังเป็นที่พักพิงสายตาและหัวใจให้ฉันที่ยืนมองอยู่ทุกวี่วัน…งดงามเหลือเกิน

คนเราก็ไม่ต่างกัน…คนที่มีชีวิตอยู่เพื่อสิ่งอื่นด้วยนอกเหนือไปจากการมีชีวิตอยู่เพื่อตัวเองนั้น ฉันคิดว่าเขาเป็นคนที่สวยงามและหล่อเหลาไม่สร่างไม่ว่าจะอายุมากเท่าไหร่ ว่ากันว่าเพราะคนคนนั้นได้ย้ายความหล่อความสวยงามจากบนใบหน้าไปอยู่ที่หัวใจเมื่อมีวัยที่เพิ่มขึ้นนั่นเอง และการที่จะมีหัวใจที่เต้นเพื่อผู้อื่นได้ หัวใจนั้นต้องเต็มเปี่ยมไปด้วยความรัก ความเมตตา ทั้งต่อตัวเองและเผื่อแผ่ไปหาผู้อื่น คุณสมบัติพิเศษที่แม้แต่คนตาบอดก็รับรู้และคนหูหนวกก็เข้าใจ

..

เป็นเพียงดอกหญ้าดอกหนึ่ง
ไร้ซึ่งผู้คนเอาใจใส่
ยืนล้อลู่ลมแกว่งไกว
ชูก้านไสวในสิทธิ์ตน
ชีวิตเรียบง่ายสุขนัก
แบ่งปันด้วยรักทุกแห่งหน
เมตตาสรรพสิ่ง-ผู้คน
ให้เพื่อลดตัวตน…ให้เท่าที่มี

บทกลอนนี้นี้ขอมอบแด่คนธรรมดาๆ อย่างเราๆ ทั้งหลาย ที่รู้ว่า…ของขวัญอันล้ำค่าในชีวิตคือ ‘ความรัก’ และความสุขอย่างยิ่งในชีวิตคือ ‘การแบ่งปัน’ ค่ะ

สุขสันต์วันแห่งการหยิบยื่นนะคะ

สมการการอดออม

29595431_1835532433148061_6775252001327683667_n.jpg
หลายปีมาแล้วที่ได้รับเอาแนวคิดเรื่อง Jars money management system หรือการบริหารเงินในแบบกระปุกมาใช้กับตัวเอง หลังจากได้เข้ารับการอบรมสัมมนาเรื่องการจัดการด้านการเงิน โดยนักพูดนักเขียนด้านการเงินการลงทุนชื่อดัง ฮาร์ฟ เอ็คเคอร์ T. Harv Eker เมื่อเขาจัดสัมมนาที่สิงคโปร์ จึงอยากจะนำเอาวิธีที่ได้เรียนรู้มาแบ่งปันค่ะ
วิธีการจัดการด้านการเงินแบบง่ายๆ และมีประสิทธิภาพสูงที่ว่านั้นก็คือให้เราคิดว่าพอได้เงินเดือนมาเราจะเอาแบ่งใส่ไว้ในกระปุกที่มีวัตถุประสงค์ที่ต่างกันแล้วใช้เงินตามนั้น ซึ่งในความเป็นจริงเราอาจแยกรายได้ของเราไว้ใน 6 บัญชีต่างกันตามสัดส่วนของรายได้ดังนี้
1. บัญชีเพื่ออิสรภาพทางการเงิน 10%
2. บัญชีออมทรัพย์ระยะยาว 10%
3. บัญชีเพื่อการเรียนรู้ 10%
4. บัญชีค่าใช้จ่ายที่จำเป็น 50%
5. บัญชีเพื่อการผ่อนคลาย 10%
6. บัญชีสำหรับการให้ 10%
รายได้หรือเงินเดือนในที่นี้ยังไม่รวมโบนัสหรือเงินปันผลนะคะ โบนัสอาจเก็บไว้เป็นเงินสำรองในวันฝนตกก็ได้ หรืออาจใช้เสริมในส่วนที่เกินในบางบัญชี หรือใช้ในการลงทุนที่มีอัตราเสี่ยงสูงขึ้นได้
บัญชีเพื่ออิสรภาพทางการเงิน – บัญชีนี้จะไม่มีการนำมาใช้จ่ายเลย เงินในบัญชีนี้ควรเป็นบัญชีฝากประจำเท่านั้น ดอกเบี้ยจากเงินในบัญชีนี้ควรใช้สมทบเป็นต้นทุนให้งอกเงยต่อไป ไม่มีการถอนมาใช้ ให้เปรียบเงินในบัญชีนี้เหมือนแม่ห่านที่ออกไข่ทองคำ ถ้าเราใช้เงินในบัญชีนี้ก็เหมือนเป็นการฆ่าแม่ห่านที่จะออกไข่ทองคำ ถ้าเราเปรียบดอกเบี้ยที่ได้รับเป็นเหมือนลูกห่านที่รอวันเติบโตเป็นแม่ห่าน ในวันข้างหน้าเราก็จะมีแม่ห่านที่จะออกไข่ทองคำให้เราได้มากขึ้น บัญชีนี้จะได้ดอกเบี้ยทบต้น
บัญชีออมทรัพย์ระยะยาว – ในบัญชีนี้ออมไว้สำหรับค่าใช้จ่ายที่เป็นก้อนโตๆ เช่นดาวน์บ้าน ดาวน์รถ ค่าเล่าเรียนของลูกในวันข้างหน้า หรือเก็บไว้ใช้ในยามฉุกเฉิน หากไม่มีเหตุดังกล่าวบัญชีนี้จะไม่ถูกแตะต้องเลย
บัญชีเพื่อการเรียนรู้ – สำหรับการเพิ่มความรู้ให้กับตัวเอง เช่นการซื้อหนังสือ การไปฟังการสัมมนา การเข้าร่วมกิจกรรมที่เป็นการพัฒนาความรู้ ความสามารถ ความคิด ฯลฯ เพราะเราทุกคนต้องเรียนรู้เพื่อการปรับตัวให้เข้ากับสภาพการเปลี่ยนแปลงที่มีอยู่อย่างต่อเนื่อง เราต้องสร้างความมั่นใจให้ตัวเองด้วยการเรียนรู้และลองทำดู ถ้าเราไม่พัฒนาตัวเรา เราจะตามไม่ทันโลกในที่สุด เบนจามิน แฟรงค์คลิน รัฐบุรุษผู้ยิ่งใหญ่แห่งสหรัฐอเมริกาเคยกล่าวเอาไว้ว่า “หากคุณคิดว่าการศึกษาเรียนรู้เป็นสิ่งที่แพงเกินไป ก็ลองไม่ใส่ใจมันดูสิ” (แล้วคุณจะรู้ว่าค่าของความรู้เท่าไม่ถึงการณ์นั้นมันแพงสักเท่าใด)
บัญชีค่าใช้จ่ายที่จำเป็น – เงินก้อนนี้ใช้สำหรับค่าใช้จ่ายประจำวันค่ะ เช่นค่าผ่อนบ้าน เงินเดือนพ่อแม่ ค่าโทรศัพท์ ค่าน้ำ ค่าไฟ เสื้อผ้า อาหาร ค่าเดินทาง ค่าแต่งตัว ฯลฯ หาก 50% นี้ไม่เพียงพอต่อค่าใช้จ่ายของเรา มีวิธีเดียวที่จะทำได้คือปรับแผนการใช้ชีวิตใหม่ คุยกับตัวเองให้มากขึ้น รู้จักตัวเองให้มากขึ้น หากขับรถก็คงต้องลองใช้บริการขนส่งอื่นๆ เช่นรถไฟ รถบัส รถแท็กซี่ อาจต้องกินข้าวในร้านอาหารน้อยลง อาจจะต้องใส่กางเกงยีนส์ลีวาย แทนที่จะซื้อของอามานี่ อาจใช้กระเป๋าแบรนด์ไทยที่อ่านชื่อได้ชัดเจนแทนที่จะใช้แต่คุณหลุยส์ อาจช้อปปิ้งน้อยลง
ช่วงแรกเราอาจรู้สึกอึดอัดกับการจัดขอบเขตการใช้จ่ายของตัวเอง แต่เชื่อเถอะค่ะมนุษย์เรามีพรสวรรค์ในการปรับตัวเพื่อความอยู่รอดเสมอ เมื่อเวลาผ่านไปเราจะรู้สึกว่าการใช้ชีวิตที่เรียบง่ายมันไม่ได้ยากลำบากอย่างที่คิด ถ้าเรามีจุดมุ่งหมายในชีวิตที่ชัดเจน คิดเสียว่ายังไงสิ่งที่เราอยากได้ มันก็จะไม่มีวันสิ้นสุด
แต่ถ้ายังจ่ายไม่หมดเงินส่วนนี้ก็สามารถเอาไปเก็บเพื่อลงทุนอื่นๆได้
บัญชีเพื่อการผ่อนคลาย – บัญชีนี้เราควรจ่ายให้หมดทุกเดือนหรืออาจทุก 3 เดือน ไม่ควรเก็บไว้เพราะมันเป็นเงินก้อนที่ต้องจ่ายเพื่อความสุขเล็กๆน้อยๆ เป็นการให้รางวัลชีวิต มันจะทำให้เรารู้สึกดีที่มีเงินใช้จ่าย เป็นกำลังใจให้เราทำงานต่อไป เราไม่ควรรู้สึกเสียดายที่จะใช้เงินก้อนนี้ ใช้เงินก้อนนี้ทำในสิ่งที่เราอยากทำเช่นไปเที่ยวพักร้อนกับครอบครัว ไปสปา ไปทานอาหารมื้อหรูกับคนที่เรารัก ซื้อของใช้ส่วนตัวที่อยากได้มานานเช่น โทรศัพท์มือถือรุ่นใหม่ กล้องถ่ายรูป ฯลฯ
บัญชีสำหรับการให้ – สำหรับการบริจาคทั่วไป ทำบุญ ช่วยเหลือผู้ที่ด้อยโอกาสกว่าเรา ให้ผู้ใหญ่ที่เคารพนับถือไว้ใช้ การให้ถือเป็นสิ่งสำคัญ เพราะมันทำให้เรารู้สึกดีที่มีโอกาสเป็นผู้ให้ ช่วยให้ชีวิตเรามีค่ามีความหมายมากขึ้น
โปรดสังเกตลำดับการจัดเงินใส่บัญชีนะคะ เงินเก็บสำหรับตัวเองจะมาก่อน (pay yourself first!) เพราะเราจะต้องจ่ายให้ตัวเองก่อนเสมอ
สมการ เงินเก็บ = รายได้ – รายจ่าย นั้นมักไม่ได้ผล เพราะส่วนใหญ่มันจะไม่เหลือให้เก็บดั่งที่ตั้งใจเอาไว้ ดังนั้นสิ่งแรกที่จะต้องทำในทุกๆเดือนเมื่อเงินเดือนออกก็คือเก็บก่อนแล้วจ่ายที่เหลือ
ถ้าอยากรู้ว่าตอนนี้เราควรจะเก็บเงินได้เท่าไหร่จึงจะอยู่ในระดับที่ว่าใช้ได้ คุณเดิมพัน อยู่วิทยาแนะนำสูตรเอาไว้คือ
รายได้ต่อปี / 10 x อายุ = เงินเก็บที่ควรจะมี
สมมติว่ามีรายได้ต่อปีปีละ 1,000,000 บาท ขณะนี้อายุ 40 ปี คนคนนี้คงจะมีเงินเก็บ 4,000,000 บาท
(แต่หากยังไม่มีมากมายตามนี้ก็ไม่ต้องตกใจค่ะ เพราะเราอยู่ในกลุ่มคนหมู่ใหญ่ 90% มีเงินเก็บไม่ถึงตามสูตรนี้ค่ะ
วิธีการจัดการด้านการเงินวิธีนี้ใช้ได้ผลดีกับตัวเองมาตลอดระยะเวลาหลายปีที่มาอยู่ที่นี่ อาจเป็นเพราะค่าครองชีพของที่นี่ต่ำกว่าที่เมืองไทยก็เป็นได้ ดังนั้นลองคำนวนดูนะคะว่าจะสามารถใช้วิธีนี้ได้หรือเปล่า อีกอย่างหนึ่งที่จะทำให้วิธีนี้มีประสิทธิภาพคือความมีระเบียบวินัยในตัวเอง สำคัญอย่างยิ่ง ต้องทำจนเป็นนิสัย ไม่ว่าจะเงินเดือนมากหรือน้อยก็ลองใช้ได้ และหากทำได้เมื่ออายุยังน้อยจะยิ่งดีค่ะ
ที่ผ่านมาวิธีการบริหารเงินแบบนี้นอกจากจะช่วยให้รู้สึกมีความมั่นคงด้านการเงินแล้ว และยังช่วยให้สามารถดำรงชีวิตแบบมีชีวิตได้เพราะวิธีนี้ครอบคลุมทุกส่วนของการเป็นอยู่ในสังคมของเรา
สุขสันต์วันที่เราทำมาหากิน เก็บออมด้วยความสุจริตใจค่ะ

กัลยาณมิตร

29542579_1832046636829974_3490684737829611362_n.jpg
งานที่ฉันอยู่ทำให้ฉันได้ตำแหน่งสาวโรงงานมาครองโดยอัตโนมัติเพราะฉันทำงานร่วมกับฝ่ายผลิตอย่างใกล้ชิด และในที่ทำงานนั้นฉันก็มีเพื่อนชาวโรงงานด้วยกันมากมาย หนึ่งในนั้นคือ ราจัน ฉันรู้จักเขามาเกือบสิบปีได้ และเราเคยทำงานร่วมกันในหลายๆโปรเจกที่ผ่านมา วันนี้ฉันบังเอิญได้เจอกับเขาตอนที่ไปตรวจดูงานในโรงงานก่อนเที่ยง เมื่อทักทายกันจนได้เวลาพอควร ราจันก็บอกว่าเขากำลังจะไปทานกลางวัน ก็เลยชวนฉันไปทานด้วย
ราจันเป็นชาวแขกที่เลื่อมใสในพระพุทธศาสนาเป็นอย่างมาก เขาเคยบวชเรียนกับพระอาจารย์ชาวพม่าเป็นเวลาพอสมควร แต่สึกออกมาหลังจากที่พ่อของเขาเสียไปเพื่อมาดูแลแม่ที่ชราภาพแล้ว แต่เขาก็ยังคงฝึกปฏิบัติเรื่อยมา
อุปนิสัยของฉันกับราจันนั้นแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
ราจันไปพักผ่อนในวันหยุดโดยการไปปฏิบัติธรรมที่สำนักนั้น ที่วัดนี้ ฉันไปชายทะเล เที่ยวเมืองนั้น เมืองนี้
ราจันซื้อหนังสือธรรมะมาฝาก ฉันซื้อของขบเคี้ยวมาให้
ในการทำงานราจันโอนอ่อนผ่อนตาม ฉันไม่ยอมใครง่ายๆ
ราจันเป็นคนตาม ฉันชอบนำ
เวลามีปัญหาในเรื่องงาน ราจันนิ่ง ฉันตื่นเต้น
ราจันทำงานเพื่อรายได้ที่พอประทังครอบครัว ฉันทำงานด้วยความคาดหวังในความก้าวหน้าอย่างเต็มที่
นอกเหนือจากความต่าง เราก็ยังมีสิ่งที่คล้ายกันอยู่บ้างคือ เราละเว้นการทานเนื้อสัตว์เหมือนกัน เราชอบทำบุญเหมือนกัน เราชอบช่วยเหลือสุนัขและแมวไร้บ้านเหมือนกัน และฉันยังพอพูดคุยเรื่องศาสนาพุทธกับเขาด้วยความรู้อันน้อยนิดที่มี นั่นก็เพราะฉันได้เกิดมาในสังคมชาวพุทธ และฉันได้เคยเรียนวิชาจริยธรรมและพุทธศาสนาในระดับมัธยม (แต่ไม่ได้ปฏิบัติอย่างจริงจัง) แค่นี้เราก็เป็นเพื่อนกันมานาน..
ราจันถามฉันว่า “งานหนักมากเลยหรือ ไม่ค่อยเห็นที่ตึกโรงงานเลยพักนี้ และดูท่าทางคุณเหนื่อยมากนะ” ฉันบอกเขาไปว่า “ไม่รู้ฉันตัดสินใจผิดหรือถูกที่รับงานหัวหน้าโปรเจคใหญ่แบบนี้ มันอาจเกินตัว เกินความสามารถของฉันจริงๆ นั่นแหละ” เขาก็บอกว่า “คุณน่าจะลองปล่อยๆไปเสียบ้างกับการแบกความคาดหวังไว้สูงๆน่ะ”
ฉันก็ตอบไปว่า “ฉันไม่ได้คาดหวังกับคนอื่นมากนักแต่กับตัวเองเท่านั้น และในขณะนี้ซึ่งเป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของงาน กับหน้าที่ที่มีจะให้ปล่อยยังไง?” เขาก็พูดว่า “โชคดีที่ผมไม่มีภาระอย่างคุณ”
แล้วราจันก็เล่าเรื่องที่เขาเคยอ่านจากหนังสือของหลวงปู่ ติช นัท ฮันท์ เล่มหนึ่งว่า วันหนึ่งสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ากำลังนั่งอยู่ในป่าใกล้เมืองเวสาลีพร้อมด้วยพระสงฆ์จำนวนเกือบสามสิบรูป ซึ่งเป็นเวลาช่วงบ่ายที่พระสงฆ์กำลังจะสนทนาธรรมกัน ก็มีชาวนาคนหนึ่งเดินเข้ามาด้วยท่าทีที่หงุดหงิด หัวเสีย ชาวนาเล่าว่าวัวทั้งสิบสองตัวของเขาหายไป เขาจึงมาถามพระพุทธเจ้าและพระสงฆ์ว่าเห็นวัวของเขาผ่านมาทางนั้นหรือเปล่า ชาวนาก็ยังเล่าต่ออีกว่าไร่งาของเขาก็ถูกแมลงกัดกิน เสียหายหมดเลย เขาบอกอีกว่า
“นี่พระ..ฉันคิดว่าฉันกำลังจะตาย ฉันเป็นคนที่ไม่มีความสุขที่สุดในโลก” พระพุทธเจ้าตรัสตอบไปว่า “เราไม่เห็นวัวของท่านผ่านมมาทางนี้หรอก ขอให้ไปหาอีกทาง”
เมื่อชาวนาจากไปแล้ว พระพุทธองค์ก็ทรงตรัสกับพระสงฆ์ในที่นั้นว่า “ภิกษุทั้งหลาย ท่านเป็นผู้ที่โชคดีที่สุดแล้ว เพราะท่านไม่มีวัวอยู่เลยสักตัว”
ฉันหัวเราะออกมาเป็นครั้งแรกของวัน..อาหารกลางวันวันนี้ ฉันรู้สึกอิ่มใจเป็นที่สุด
งานในช่วงบ่ายก็ยังวุ่นเป็นปกติของวัน แต่ฉันก็รู้สึกดีขึ้นด้วยรู้ว่าสักวันหนึ่งฉันจะปล่อยวัวเหล่านั้นออกไปจากชีวิตฉันได้
หากกัลยาณมิตรคือ มิตรผู้เพียบพร้อมด้วยคุณธรรม มีความตั้งใจประพฤติปฏิบัติธรรม ทำหน้าที่ของชาวพุทธที่ดี เพื่อยังประโยชน์ให้ถึงพร้อมทั้งแก่ตนเองและผู้อื่น ผู้สั่งสอนแนะนำ ชักนำไปในหนทางที่ถูกต้องดีงาม ราจันก็เป็นกัลยาณมิตรของฉัน จากนี้ไปฉันคงต้องเรียนรู้ทางธรรมะให้มากขึ้นเพื่อที่ฉันจะได้เป็นกัลยาณมิตรตอบให้เขาและแก่คนอื่นๆ ด้วย
🌸💐🌼🌷
มีความสุขในเช้าวันที่เราถูกแวดล้อมด้วยกัลยาณมิตรค่ะ
ว่าแต่….วันนี้คุณมีวัวหลายตัวไหมคะ?
😄😅

ยิ่งนิ่ง ยิ่งรู้สึกผิด

29433314_1825061540861817_8245613063948992512_n.jpg

 

ค่ำที่ผ่านมาเรามีนัดทานข้าวกับเพื่อนๆ กลุ่มเล็กๆ ที่ร้านอาหารในศูนย์การค้าใจกลางเมือง วันนี้ที่จอดรถที่ห้างนั้นก็เต็มอีกตามเคย ที่จอดรถไม่พอคือปัญหาสำคัญของที่นี่โดยเฉพาะในยามเย็นและวันหยุด

เราขับวนกันอยู่นานจนมาถึงชั้นบนสุดของอาคารที่จอดรถ พอดีมีรถคันหนึ่งกำลังเตรียมตัวออก เราก็ชะลอความเร็วลงให้รถคันนั้นขับออกไปจากช่องจอดรถ ถัดจากช่องจอดรถข้างหน้าสองช่อง มีรถคันหนึ่งจอดรออยู่แต่ก็ไม่มีท่าทีว่าจะถอยมาจอด เรารออยู่หนึ่งอึดใจ “เขาคงมารอเฉยๆ ไม่ต้องการที่จอดหรอกมั้ง” คนขับรถข้างกายกล่าวแล้วก็ทำการถอยรถเข้าจอดช่องที่ว่างนั้น รถคันนั้นก็ยังไม่มีท่าทีว่าจะเคลื่อนที่ พอจอดรถเสร็จเราก็เดินผ่านรถคันนั้นเพื่อไปประตูทางเข้าห้าง

ฉันแวะเข้าไปถามหญิงคนที่ขับรถว่ารอที่จอดรถหรือเปล่า เธอเลื่อนกระจกรถลงด้วยสีหน้าปกติและตอบว่า “รออยู่ แต่ไม่เป็นไร” พร้อมยิ้มให้ เท่านั้นคนขับรถข้างกายก็รีบเดินแจ้นไปขับรถออกจากช่อง ฉันกล่าวขอโทษเธอคนนั้นและบอกว่าเราคิดผิด เธอยิ้มและยืนยันว่าเธอไม่เป็นไร และเพราะเธอเองก็ไม่ได้สังเกตว่ามีรถขับออกไปเพราะกำลังอ่านอะไรสักอย่างจาก ipad ขณะที่รอ เพิ่งจะมาเห็นก็ตอนที่รถเราเข้าจอดไปแล้ว

ฉันเดินกลับไปนั่งในรถรอช่องที่จอดใหม่ เธอถอยรถเข้าจอดแล้วเดินเข้าห้างไป ก่อนนั้นเธอยังหันมายิ้มให้เราอีก หลังจากนั้นอีกไม่นาน เราก็ได้ที่จอดรถโดยไม่ไปตัดหน้าใคร

ในระหว่างที่เดินเข้าห้าง ฉันแซวคนใกล้ตัวว่าวันนี้เขามาแปลกที่ยอมให้ผู้หญิงคนนั้น เพราะปกติเขาเป็นคนไม่ยอมใครง่ายๆ เขายิ้มอย่างอายๆ และบอกว่า “คุณก็รู้…ถ้าเป็นคนอื่นเราคงโดนด่าไปแล้ว แต่นี่เธอไม่โกรธ ผมยิ่งรู้สึกผิด”

เรื่องราวที่เกิดขึ้นทำให้ฉันนึกถึงเด็กชายชาวปาเลสไตน์คนหนึ่ง เด็กชายอายุประมาณ ๑๓ ปี ร้องไห้ฟูมฟายไปหา มูบารัค อาวัด นักกิจกรรมผู้ไม่ใช้ความรุนแรงชาวปาเลสไตน์ ขณะที่มูบารัค กำลังทำงานอยู่ในกาซ่า ที่ที่มีการต่อสู้กันระหว่างอิสราเอลและปาเลสไตน์

เด็กคนนนั้นเล่าให้มูบารัคฟังว่าเขามาจากค่ายผู้ลี้ภัยแห่งหนึ่ง วันนั้นเขาขว้างก้อนหินใส่ทหารชาวอิสราเอลคนหนึ่ง เขาขว้างก้อนหินใส่ทหารคนนั้นสามครั้ง และทหารคนนั้นก็ตีเขาสามครั้ง ครั้งที่สามเขาถูกตีหนักมากกว่าครั้งอื่น ครั้งที่สี่เด็กชายก็ปาก้อนหินใส่ทหารคนนั้นอีก ทหารคนนั้นจึงวิ่งไล่จนเขาถูกจับได้ เมื่อถูกจับได้เด็กคนนั้นก็คิดว่าคราวนี้เขาคงจะถูกตีหนักกว่าเดิม

แต่ทหารคนนั้นกลับกอดเด็กชายไว้แน่น!

เด็กคนนั้นร้องไห้ไปหามูบารัคเพราะเขาสับสน ไม่เข้าใจที่ “ทำไมเขากอดผม?”

มูบารัคบอกเด็กชายคนนั้นว่า “เพราะทหารอิสราเอลคนนั้นเป็นมนุษย์ไงล่ะ!”

❤️💞💕

วันนี้ ณ ที่ชั้นบนสุดของที่จอดรถของห้างสรรพสินค้าหนึ่ง ใครคนหนึ่งรู้สึกผิดและรีบแก้ไขความผิดด้วยเต็มใจให้เพราะความนิ่ง ความไม่โกรธ และรอยยิ้มของอีกฝ่าย

วันนั้น ณ พื้นที่ที่เปราะบางแถบกาซ่า เด็กชายคนหนึ่งร้องไห้ สับสน ไม่เข้าใจ เมื่อมนุษย์ที่เขาคิดว่าเป็นศัตรู “กอด”

วันพรุ่งนี้หากใครบางคนบังเอิญเจอก้อนหินที่ปาลงมาในที่ทำงาน เราคงสามารถ “กอด” คนที่ขว้างก้อนหินได้โดยใช้ “หัวใจโอบกอด” นะคะ

สุขสันต์วันที่เราพร้อมรับทุกสถานการณ์ด้วยความสงบนิ่งค่ะ

น้ำใจในวันฟ้าหม่น

29244334_1820490857985552_6215863935640272896_n-2
ย่างเข้าสู่กลางเดือนมีนาคมแล้ว แต่อากาศในไทเปยังคงหนาวเย็นอยู่ เพื่อนที่ทำงานบอกว่าปีนี้หน้าหนาวยาวนานกว่าทุกปี ปกติช่วงนี้น่าจะร้อนแล้ว เพราะเป็นช่วงฤดูใบไม้ผลิ ทว่าตั้งแต่ฉันมาถึงอุณหภูมิในเมืองก็ยังอยู่ระหว่าง 10 -20 องศาเซลเซียส สภาพอากาศอึมครึมมีฝนโปรยปรายแทบทุกวัน ฉันเริ่มจินตนาการถึงเมืองสีหม่นนี้ตั้งแต่ก่อนเครื่องบินจะลงจอดที่สนามบินนานาชาติเถาหยวนเสียอีก เพราะเมฆหนาเหลือเกิน กว่าจะเห็นทิวทัศน์ของเมืองไทเปในมุมสูง ล้อเครื่องบินก็เกือบจะแตะรันเวย์แล้ว ฉันเริ่มคิดถึงท้องฟ้าสีฟ้า แสงแดดสดใส ตะหงิดๆ
ที่ผ่านมาฉันไม่ได้ประทับใจไทเปเท่าใดนัก เนื่องด้วยนิสัยที่ไม่ชอบการเดินทางเป็นทุน ฉันพยายามจะใช้เวลาในต่างประเทศให้น้อยที่สุดเพื่องานเพียงอย่างเดียว แถมดูจากตึกรามบ้านช่องก็ไม่ต่างไปจากกรุงเทพเท่าใดนัก สภาพอากาศครึ้มๆ บวกกับตึกอาคาร ตึกแถวสีน้ำตาลเก่าๆ ทั้งเมือง ดูแล้วออกจะหดหู่ด้วยซ้ำ ขึ้นชื่อว่าเมืองใหญ่ ที่ไหนๆ ก็ไม่ต่างกัน พอทำงานเสร็จก็จะกลับทันที
มาไทเปคราวนี้ ฉันไม่ได้พักที่โรงแรมในตัวเมืองเหมือนเคยเพราะระยะเวลาที่ยาวกว่าทุกครั้ง เราเลือกอยู่เซอร์วิซอพาร์ตเมนต์แห่งหนึ่งในเขตเน่หู แถบตะวันออกเฉียงเหนือของเมือง อยู่ในแหล่งที่อยู่อาศัยของชาวไทเป ไม่ใช่แหล่งที่พักสำหรับนักท่องเที่ยวเหมือนที่ผ่านมา ทำให้การมาทำงานที่ไทเปครั้งนี้น่าตื่นตาขึ้นมาก
ในวันว่างฉันจะใช้รถไฟฟ้าในการเดินทางไปที่ต่างๆ ฉันจึงถือโอกาสนี้เดินออกกำลังกายขณะไปขึ้นรถไฟฟ้าที่สถานีใกล้ที่พัก จะว่าใกล้ก็ไม่ถูกนักเพราะเป็นระยะทางเกือบสองกิโลเมตร ใช้เวลาเดินประมาณครึ่งชั่วโมง แต่เนื่องด้วยอากาศที่เย็นสบาย และดูเหมือนจะไม่มีมลพิษมากมายนัก ทำให้ไม่รู้สึกเหนื่อยที่ต้องเดิน ระบบขนส่งสาธารณะของไทเปดีมากพอสมควร ทั้งรถไฟฟ้า รถไฟ รสบัส รถแท็กซี่ ถึงจะดูเก่ากว่าที่สิงคโปร์นิดหน่อย แต่ก็สะดวกสบายมากและราคาก็ไม่แพง และที่สำคัญไม่รู้สึกแออัดมากเท่าไหร่ ที่ฉันชอบมากเป็นพิเศษคือบริการเช่ารถจักรยาน ซึ่งมีศูนย์ให้เช่าแทบทุกสถานีรถไฟฟ้า และในตัวเมือง เมื่อใช้เสร็จก็ส่งคืนที่ศูนย์ใดก็ได้ ทำให้รู้สึกว่าผู้คนที่นี่ใส่ใจสุขภาพกายและสุขภาพสิ่งแวดล้อมดีจัง
ถนนที่เดินผ่านไปยังสถานีรถไฟฟ้าเต็มไปด้วยโรงเรียนหลายโรงเรียน ทั้งของเอกชนและรัฐบาล สภาพโรงเรียนที่นี่ก็ดูไม่ต่างจากโรงเรียนในบ้านเราเท่าใดนัก เด็กนักเรียนที่นี่จะใช้ภาษาจีนกลางในการสื่อสารกัน แต่พวกเขาก็พูดภาษาอังกฤษได้บ้าง
วันก่อนขณะขึ้นรถไฟไปในเมือง มีเด็กชายตัวเล็ก ๆ คนหนึ่งสะพายเป้หนังสือเรียนใบโต แถมยังมีกระเป๋าใส่ไวโอลีนอีกตัวขึ้นรถไฟที่สถานีเดียวกัน พอดีมีที่ว่างให้นั่งอยู่ที่เดียว ฉันจึงผายมือบอกให้เด็กคนนั้นนั่ง แต่เขาส่ายหัว ฉันจึงถามเขาเป็นภาษาจีนกลางว่าพูดภาษาอังกฤษได้ไหม เพราะภาษาจีนกลางของฉันนั้นกระท่อนกระแท่นเหลือเกิน เขาก็พยักหน้ารับ ฉันจึงเริ่มพูดภาษาอังกฤษบอกให้เขานั่ง เพราะเขามีกระเป๋าค่อนข้างหนัก เด็กชายคนนั้นตอบกลับมาเป็นภาษาอังกฤษสำเนียงจีนอย่างน่ารักว่า “ไอ แอม อะ เจนเทิ้ลแมน (ผมเป็นสุภาพบุรุษครับ)” และเหมือนจะบอกเป็นนัย ๆ ว่า “ป้า…นั่งเหอะ” คำตอบของเด็กชายชั้นประถมปลายทำให้วันสีหม่นในไทเป สดใสขึ้นมาอีกเยอะ
นอกจากการต้อนรับอย่างอบอุ่นจากเพื่อนร่วมงาน ซึ่งฉันเคยคิดว่าเป็นธรรมเนียมปฏิบัติที่เป็นปกติของคนทำธุรกิจร่วมกัน ทว่าทีละน้อย ฉันเริ่มเปลี่ยนความคิดนั้น การจัดการช่วยเหลือที่มอบให้นั้นมากเกินกว่าเป็นเพียงการทำตามตำแหน่งหน้าที่มากมายนัก พวกเขาทำจากความตั้งใจจริง ๆ จนทุกครั้งฉันเองรู้สึกเกรงใจ และรู้สึกผิดที่ไม่ได้ทำให้พวกเขามากมายเมื่อเราเป็นเจ้าบ้าน
นอกจากนี้ฉันยังรู้สึกประทับใจอัธยาศัยใจคอ ความเป็นมิตร การให้เกียรติ ความมีระเบียบวินัยของคนทั่วไปที่นี่ คนจีนในไทเป เท่าที่สังเกตดูจะมีน้ำใจมากกว่าคนจีนในเมืองจีน ฮ่องกง และสิงคโปร์ ค่อนข้างมาก ที่นั่งพิเศษสำหรับคนชรา หญิงมีครรภ์ คนพิการบนรถไฟ รถบัส จะไม่มีคนหนุ่มสาวไปนั่งแล้วหลับตาลงเพื่อปฏิเสธการรับรู้ใดเหมือนในสิงคโปร์ ผู้คนทักทายกันอย่างเป็นมิตรแม้จะไม่รู้จักกันก็ตาม และสำหรับคนต่างชาติที่ไม่ชำนาญภาษาและทิศทางอย่างฉัน ไม่เคยมีครั้งไหนที่เอ่ยปากถามแล้วจะไม่มีใครกระตือรือร้นให้คำแนะนำและช่วยเหลือ
จากที่เคยคิดว่าเมืองใหญ่ๆ ที่ไหนก็ไม่ต่างกัน วันนี้ฉันเข้าใจแล้วว่าท่ามกลางตึกรามป่าคอนกรีตที่ดูแข็งกระด้าง น้ำใจของคนธรรมดาๆ นี่แหละ คือตัวชี้วัดความต่างของบ้านเมืองนั้นอย่างชัดเจน ฉันหวังว่าเมื่อไทเปพัฒนามากขึ้นเรื่อยๆ น้ำใจของคนที่นี่จะยังไม่เหือดหายไปพร้อมความเจริญนั้น และเด็กชายบนรถไฟคนนั้นจะยังเป็น “อะ เจนเทิ้ลแมน” เมื่อเขาโตขึ้น
สุขสันต์วันที่เรามีน้ำใจต่อกันค่ะ

ไร้ฝน ไร้ดอก

29176975_1817384358296202_3737989387229593600_n-2.jpg
วันนี้ฝนตกลงมาตั้งแต่ช่วงกลางวัน ฉันกับเพื่อนร่วมงานอีกคนติดฝนอยู่ที่ตึกร้านอาหาร พอทานกลางวันเสร็จ เราคุยว่าจะเดินฝ่าฝนกลับไปที่ตึกออฟฟิส ซึ่งอยู่ห่างออกไปประมาณ 30 เมตร เพราะเรามีประชุมตอนบ่ายโมง
พอเดินออกมาหน้าตึกห้องอาหาร ลุงเจ้าหน้าที่ห้องทดลองคนหนึ่งยืนยิ้มแฉ่งถือร่ม 3 คันอยู่ในมือรออยู่
ฉันโพล่งถามออกไปว่าลุงรู้ได้ไงว่าเรากำลังต้องการความช่วยเหลือเร่งด่วน
ลุงบอกว่าเมื่อกี้ตอนเดินสวนทางกัน ไม่เห็นฉันถือร่มติดมือไป คิดว่าติดฝนแน่ จึงเอาร่มมารอรับ…
☔️
☔️
☔️
ฝน….ไม่เพียงนำความชุ่มฉ่ำมาสู่ต้นไม้ ดอกไม้
วันนี้…ฝน…ยังนำความชื่นบานมาสู่หัวใจฉันอย่างเปี่ยมล้น
ใครบางคนบอกไว้ว่า ไม่มีฝน ไม่มีดอกไม้ แต่วันนี้ฉันอยากบอกว่า หากไม่มีฝน ก็จะไม่ได้เห็นหัวใจอันงดงาม
🌂🌦☔️💦💖
สุขสันต์ค่ำวันที่หัวใจถูกแวดล้อมด้วยความรัก